Informations :

ควิดดิช

][สนาม][ลูกบอล][ ผู้เล่น ][กติกา][ กรรมการ][ทีมควิดดิชในเกาะบริเตนและไอร์แลนด์][


          
แซกคาเรียส มัมส์ บรรยายสภาพสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ว่าเป็นรูปไข่ ยาวห้าร้อยฟุตและกว้างหนึ่งร้อยแปดสิบฟุต มีวงกลมเล็กๆ ตรงกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองฟุต) มัมส์เล่าว่ากรรมการ (หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่าควีจัดจ์) ถือลูกบอลสี่ลูกในวงกลมตรงกลางนี้โดยที่มีผู้เล่นสิบสี่ คนยืนอยู่รอบๆ ทันทีที่ลูกบอลถูกปล่อยลอยไป (กรรมการขว้างลูกควัฟเฟิล ดูเรื่อง ควัฟ-เฟิล ที่อยู่ถัดไป) ผู้เล่นจะแข่งกันบินขึ้นไปในอากาศ ในสมัย อากาศ ในสมัยของมัมส์ ประตูนั้นยังคงเป็นตะกร้าใบใหญ่แขวนบนเสาสูง
           เมื่อ ค.ศ. 1620 ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนหนังสือเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ มีภาพแผนผังสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 17 รวมอยู่ด้วย เราจะเห็นว่า มีการเพิ่มสิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็น 'เขตทำคะแนน' (ดูเรื่อง กติกา ในตอนต่อไป) ตะกร้าที่บนยอดเสานั้นเล็กและอยู่สูงกว่าในสมัยของมัมส์
           พอถึง ค.ศ. 1883 เลิกใช้ตะกร้าในการทำคะแนน และเปลี่ยนมาใช้เสาประตูดังเช่นที่ใช้กันทุกวันนี้ มีรายงานเรื่องประดิษฐกรรมใหม่นี้ในหนังสือพิมพ์ เดลี่พรอเฟ็ต สมัยนั้น สนามควิดดิชไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปนับตั้งแต่นั้นมาควัฟเฟิล



ควัฟเฟิล
           เรารู้จากบันทึกของเกอร์ตี้ เค็ดเดิล ว่าลูกควัฟเฟิลในยุคแรกนั้นทำจากหนัง ในบรรดาลูกบอลทั้งสี่ลูกใน เกมควิดดิช ควัฟเฟิลเป็นลูกบอลเดียวที่ไม่ได้ลงคาถาไว้ตั้งแต่ต้น เป็นเพียงลูกบอลที่ทำจากแผ่นหนังเย็บปะติดปะต่อกัน ส่วนมากมักมีสายหนังยื่น มาให้จับและขว้างได้ด้วยมือเดียว ลูกควัฟเฟิลสมัยโบราณมีรูให้สอดนิ้วเข้าไปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพบคาถาเกาะติดใน ค.ศ. 1875 สายหนังและรูนิ้ว มือก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อเชสเซอร์สามารถใช้มือข้างเดียวก็จับลูกหนังที่ลงคาถาได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยอื่นๆ
           ควัฟเฟิลปัจจุบันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางสิบสองนิ้ว และไม่มีตะเข็บเลย ตอนแรกในการแข่งขันฤดูหนาวปี ค.ศ. 1711 ลูกควัฟเฟิลมีสีแดง หลังจากที่ฝนตกหนักมากทำให้สีของควัฟเฟิล ไม่ต่างจากสีโคลนในสนามทุกครั้งที่มันตกลงไป นอกจากนี้ พวกเชสเซอร์ยังหงุดหงิดมากที่ต้องบินดิ่งลงไปยังพื้นสนามอยู่เรื่อยๆ เพื่อเก็บลูก ควัฟเฟิลกลับมาทุกครั้งที่ลูกควัฟเฟิลเปลี่ยนสี แม่มดชื่อ เดซี่ เพนนีโฟลด์ ก็เกิดความคิดเสกควัฟเฟิลว่า ถ้ามันตก ให้ค่อยๆ ตกลงไปที่พื้นเหมือน กับว่ามันกำลังจมลงไปในน้ำ หมายความว่าเชสเซอร์สามารถบินลงไปคว้าควัฟเฟิลที่ตกมาได้กลางอากาศ 'ควัฟเฟิลเพนนีโฟลด์' ยังคงใช้กันอยู่จน ทุกวันนี้

บลัดเจอร์
           ในสมัยแรก อย่างที่เรารู้กัน บลัดเจอร์ (หรือบลัดเดอร์) คือก้อนหินบิน และในยุคของมัมส์ก็พัฒนาเป็นหินที่เกลาให้เป็นรูปลูกบอล อย่างไรก็ตาม บลัดเจอร์หินนี้มีข้อเสียที่สำคัญมากคือ มันแตกได้ถ้ามีบีตเตอร์ตีด้วยไม้ที่เพิ่มพลังเวทมนตร์ซึ่งประดิษฐ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้เล่นทุก คนต่างก็ต้องถูกก้อนกรวดบินไล่ตามตลอดเกมการแข่งขัน
           คงจะเป็นด้วยเหตุผลนี้เอง ต้นศตวรรษที่ 16 ทีมควิดดิชบางทีจึงเริ่มทดลองใช้ลูกบลัดเจอร์ทำจากโลหะแทน อากาธา ชับบ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ประดิษฐกรรมเวทมนตร์โบราณพบลูกบลัดเจอร์ทำด้วยตะกั่วไม่น้อยกว่าสิบสองลูกที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคนั้น โดยพบทั้งในหนองถ่านหินของ ไอร์แลนด์ และที่หนองน้ำในประเทศอังกฤษ เธอเขียนไว้ว่า 'ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกนี้คือลูกบลัด-เจอร์ มันไม่ใช่ลูกปืนใหญ่แน่นอน' เราเห็นรอยมากจางๆ บนไม้ตีที่เพิ่มพลังด้วยเวทมนตร์ และเรายังเห็นร่องรอยที่เป็นเครื่องหมายบอกว่าผลิตโดยพ่อมดได้ชัดเจน (ตรงข้ามกับของที่ผลิตโดยมักเกิ้ล) คือ เส้นนั้นราบเรียบและมีส่วนสัดรับกันอย่างสมบูรณ์ ร่องรอยสุดท้ายคือลูกตะกั่วเหล่านี้ทุกลูกบินหวือรอบๆ ห้องทำงานของข้าพเจ้า และพยายามพุ่งชนข้าพเจ้าให้ล้มกระแทกพื้นทันทีที่ปล่อยมันออกมาจากกล่องในที่สุดพบว่าตะกั่วนั้นก็ยังอ่อนเกินไปที่จะใช้ ผลิตบลัดเจอร์ (รอยบุบเบี้ยวใดๆ ที่ปรากฏอยู่บนบลัดเจอร์มีผลกระทบต่อความสามารถในการบินให้ตรงของบลัดเจอร์) ปัจจุบันนี้ บลัดเจอร์ทุก ลูกทำด้วยเหล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวสิบนิ้ว บลัดเจอร์ถูกเสกให้ไล่ตามผู้เล่นโดยไม่แยกแยะ ถ้าปล่อยให้บลัดเจอร์เป็นไปตามธรรม-ชาติของมัน บลัดเจอร์จะบุกใส่ผู้เล่นที่อยู่ใกล้มันที่สุด ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของบีตเตอร์ที่จะหวดไล่บลัดเจอร์ไปให้ไกลจากทีมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ลูกโกลเด้นสนิช
           ลูกสนิชสีทองมีขนาดเท่าลูกวอลนัต เช่นเดียวกับนกสนิดเจ็ต ลูกสนิชสีทองถูกเสกให้หนีการไล่จับให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีเรื่องเล่ากันว่าลูกสนิชสี ทองลูกหนึ่งหนีการไล่จับอยู่นานถึงหกเดือนที่ทุ่งโบ๊ดมินมัวร์ ใน ค.ศ. 1884 ในที่สุด ทั้งสองทีมต่างยอมแพ้ เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความไม่เอาไหน ของซีกเกอร์ฝ่ายตน พ่อมดจากแคว้นคอร์นวอลที่คุ้นเคยกับบริเวณดังกล่าวยืนยันมาจนทุกวันนี้ว่า ลูกสนิชยังคงมีชีวิตอยู่ในทุ่งที่ราบสูงนั้น แต่ ข้าพเจ้าเองไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริง




คีปเปอร์
           ตำแหน่งคีปเปอร์มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างแน่นอน แม้ว่าหน้าที่จะเปลี่ยนไปจากสมัยนั้นก็ตาม
           ตามที่แซกคาเรียส มัมส์ เล่าไว้ คีปเปอร์...
           ...ควรเป็นคนแรกที่ไปถึงตะกร้าที่เสาประตู เพราะเป็นหน้าที่ของเขาที่จะป้องกันไม่ให้ลูกควัฟเฟิลเข้าไปในตะกร้า คีปเปอร์ควรระวังตัวไม่ให้บินเข้าไป ทางปลายสนามอีกด้านเกินไปเพราะว่าตะกร้าของเขาอาจถูกอีกฝ่ายบุกทำแต้มได้ในช่วงที่เขาไม่อยู่ใกล้ อย่างไรก็ตามคีปเปอร์ที่บินได้เร็วอาจสามารถ ทำคะแนนให้ทีมของตนได้และยังสามารถบินกลับไปที่ตะกร้าได้ทันเวลาที่จะป้องกันทีมคู่ต่อสู้ไม่ให้ทำแต้มเสมอได้ นี่เป็นเรื่องความรู้สึกรับผิดชอบส่วน ตัวของคีปเปอร์แต่ละคน
           จากข้อความข้างต้นนี้เห็นได้ชัดว่าในสมัยของมัมส์ คีปเปอร์ทำหน้าที่เหมือนเชสเซอร์แต่มีความรับผิดชอบพิเศษเพิ่มเติม พวกเขาได้รับอนุญาตให้บิน ไปได้ทั่วสนามและทำคะแนนได้ด้วย
           แต่เมื่อถึงสมัยที่ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ เมื่อ ค.ศ. 1620 หน้าที่ของคีปเปอร์ง่ายขึ้น มีการเพิ่มเขตทำคะแนนเข้ามาใน สนาม และกำหนดให้คีปเปอร์อยู่ในบริเวณดังกล่าว คอยป้องกันตะกร้าของตน คีปเปอร์จะบินออกมาจากบริเวณนั้นได้ในกรณีที่ต้องการข่มขวัญ เชสเซอร์ฝ่ายตรงข้าม หรือผลักดันให้เชสเซอร์บินหลบหลีกไปตั้งแต่เนิ่นๆ

บีตเตอร์
           ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา หน้าที่ของบีตเตอร์เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตำแหน่งของบีตเตอร์นี้น่าจะมีมาตั้งแต่เมื่อนำลูกบลัดเจอร์เข้ามา เล่นด้วย หน้าที่แรกของบีตเตอร์คือป้องกันสมาชิกจากลูกบลัดเจอร์ โดยมีไม้ตีเป็นเครื่องช่วย (ตอนแรกนั้นใช้กระบอง) พวกบีตเตอร์ไม่เคยเป็นผู้ทำ ประตูเลย และไม่เคยมีหลักฐานบ่งบอกว่าพวกเขาเคยรับส่งลูกควัฟเฟิลด้วย
           ผู้ที่เป็นบีตเตอร์นั้น ร่างกายต้องแข็งแรงมากเพื่อจัดการขับไล่ลูกบลัดเจอร์ให้ได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้ พวกพ่อมดจึงจับจองเล่นตำแหน่งนี้มากกว่าแม่ มด และมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ในควิดดิช บีตเตอร์ยังต้องมีความสามารถเรื่องการเลี้ยงตัวอย่างดีเยี่ยมด้วย เพราะว่าหลายหนทีเดียวที่พวกเขาจำเป็น ต้องปล่อยมือทั้งสองจากไม้กวาด เพื่อจะได้ฟาดลูกบลัดเจอร์ได้ด้วยท่าบุกสองมือ

เชสเซอร์
           เชสเซอร์เป็นตำแหน่งที่เก่าแก่ที่สุดในกีฬาควิดดิช เพราะเกมนี้ครั้งหนึ่งมีแต่การเล่นทำคะแนนให้ได้ เชสเซอร์ขว้างควัฟเฟิลไปให้ผู้เล่นอื่นๆ ในทีมเดียว กัน และจะได้สิบแต้มทุกครั้งที่ปาลูกควัฟเฟิล ผ่านลงห่วงประตูห่วงใดห่วงหนึ่ง
           การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างเดียวในการเล่นของเชสเซอร์เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1884 หนึ่งปีหลังจากที่มีการใช้ห่วงประตูแทนตะกร้า กติกาใหม่ที่นำมาใช้ กำหนดว่าเฉพาะเชสเซอร์ที่ถือลูก ควัฟเฟิลเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตดังกล่าว ให้ถือว่าประตูที่ทำได้เป็นโมฆะไป กติกาข้อนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อยกเลิกกลยุทธ์ การเล่นแบบ 'สตูจิ้ง' (ดูเรื่อง 'การเล่นผิดกติกา' ที่อยู่ต่อจากนี้) การเล่นแบบนี้เชสเซอร์สองคนจะเข้าไปในเขตทำคะแนนและช่วยกันกระแทกคีปเปอร์ ให้กระเด็นออกไป ทั้งให้บริเวณห่วงทำคะแนนนั้นว่างไม่มีคนรักษา เป็นโอกาสให้เชสเซอร์คนที่สามทำแต้มได้

ซีกเกอร์
           ปกติแล้ว ซีกเกอร์เป็นผู้เล่นที่ตัวเบาที่สุดและบินได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ซีกเกอร์ยังต้องมีทั้งตาที่ไวและสามารถบินได้โดยจับไม้กวาดด้วยมือเดียว หรือ ไม่จับเลย ตำแหน่งซีกเกอร์มีความสำคัญมากต่อผลการแข่งขันทั้งหมด เพราะบ่อยครั้งที่การจับสนิชได้ช่วยเปลี่ยนสภาพของทีมให้พ้นจากสภาพที่ร่อ แร่อยู่ในปากอ่าวแห่งความพ่ายแพ้มาเป็นคว้าชัยชนะได้ ดังนั้น ซีกเกอร์จึงเป็นเหยื่อที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจ้องจับผิดกติกาด้วยมากที่สุด เมื่อดูกันจริงๆ แล้ว ขณะที่ตำแหน่งซีกเกอร์นี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก เพราะตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาเป็นพ่อมดบินที่เก่งที่สุดในสนาม แต่ซีก-เกอร์ก็มักเป็นผู้เล่นที่ได้ รับบาดเจ็บรุนแรงที่สุดด้วย 'จัดการซีกเกอร์' เป็นกฎข้อแรกในหนังสือเรื่อง คัมภีร์ของบีตเตอร์ โดย บรูตัส สคริมเจียร์




กติกา

           กติกาต่อไปนี้เป็นกฎที่กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์กำหนดไว้เมื่อมีการก่อตั้งกองขึ้นใน ค.ศ. 1750
           1. แม้ว่าจะไม่มีการจำกัดระดับความสูงที่ผู้เล่นจะสามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าในระหว่างการแข่งขัน แต่ผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต้องไม่บินเลย ออกไปนอกเส้นกำหนดเขตสนาม ถ้าผู้เล่นบินข้ามเส้นเขตสนามไป ทีมของผู้เล่นคนนั้นต้องยกลูกควัฟเฟิลให้ทีมฝ่ายตรงข้าม
           2. กัปตันทีมสามารถขอ 'เวลานอก' ได้โดยทำสัญญาณบอกกรรมการ นี่เป็นช่วงเวลาเดียวในระหว่างการแข่งขันที่อนุญาตให้เท้าของผู้เล่นแตะพื้น สนามได้ เวลานอกอาจยืดทำให้นานถึงสองชั่วโมงถ้าการแข่งขันนั้นเล่นกันมานานกว่าสิบสองชั่วโมงแล้ว ถ้าทีมใดไม่กลับมาที่สนามภายในสองชั่วโมงให้ ตัดสิทธิ์ทีมนั้นทันที
           3. กรรมการสามารถลงโทษทีมผู้เล่นได้เชสเซอร์ที่ได้ลูกโทษจะบินจากวงกลมตรงกลางไปยังเขตทำคะแนน ผู้เล่นทั้งหมด ยกเว้นคีปเปอร์ของทีมฝ่าย ตรงข้าม ต้องอยู่ข้างหลังระหว่างที่มีการขว้างลูกโทษ
           4. สามารถแย่งลูกควัฟเฟิลจากมือของผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ห้ามผู้เล่นแตะต้องร่างกายไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้เล่นอีกฝ่าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ
           5. ในกรณีที่ผู้เล่นบาดเจ็บ ไม่ให้มีผู้เล่นสำรองมาแทน ทีมต้องเล่นต่อไปโดยไม่มีผู้เล่นที่บาดเจ็บนั้น
           6. สามารถนำไม้กายสิทธิ์ติดตัวเข้าไปในสนามได้ แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ห้ามใช้กับไม้กวาดของอีกฝ่าย และห้ามใช้กับกรรมการ ลูกบอล และคนดูด้วย
           7. เกมควิดดิชจะยุติได้ต่อเมื่อจับลูกสนิชสีทองได้ หรือด้วยความยินยอมพร้อมใจของกัปตันทีมทั้งสองฝ่าย

การทำผิดกติกา
การทำผิด
ผู้ทำผิด
ลักษณะของการทำผิด
- แบลกกิ้ง (Blagging)- ผู้เล่นทุกคน - คว้าปลายไม้กวาดของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้บินได้ช้า หรือขัดขวางการเล่น
- แบลทชิ่ง (Blatching)- ผู้เล่นทุกคน - ตั้งใจบินไปชนอีกฝ่ายหนึ่ง
- เบลิร์ตติ้ง (Blurting)- ผู้เล่นทุกคน - ใช้ไม้กวาดงัดไม้กวาดฝ่ายตรงข้าม ดันให้กระเด็นออกไปนอกทาง
- บัมฟิ่ง (Bumphing)- เฉพาะบีตเตอร์ - หวดบลัดเจอร์ไปทางคนดูทำให้ต้องหยุดการแข่งขันชั่วขณะ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องรีบไป ดูแลปกป้องผู้ชมข้างสนาม บางทีผู้เล่นที่ไร้มารยาทใช้วิธีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชสเซอร์ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้
- ค้อบบิ้ง (Cobbing)- ผู้เล่นทุกคน - การใช้ข้อศอกอย่างรุนแรงเกินไปกับฝ่ายตรงข้าม
- แฟล้กกิ้ง (Flacking)- เฉพาะคีปเปอร์ - ยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผ่านห่วงประตูเข้าไปเพื่อกระแทกลูควัฟเฟิลออกจาก ห่วง คีปเปอร์มีหน้าที่ป้องกันห่วงประตูจากด้านหน้าไม่ใช่จากด้านหลัง
- แฮเวอร์แซกกิ้ง (Haversacking) - เฉพาะเชสเซอร์ - จับลูกควัฟเฟิลเข้าประตู (ต้องโยนควัฟเฟิลทำแต้ม)
- ควัฟเฟิลพอกกิ้ง (Quafflepocking)- เฉพาะเชสเซอร์ - ทำตุกติกกับลูกควัฟเฟิล เช่น เจาะควัฟเฟิลให้เป็นรูจะได้หล่นลงพื้นเร็วขึ้น หรือทำให้ ร่วงซิกแซกไปมา
- สนิชนิป (Snitchnip)- ผู้เล่นทุกคนยกเว้นซีก-เกอร์ - ผู้เล่นคนอื่นๆ แตะ หรือจับลูกสนิชสีทอง
- สตูจิ้ง (Stooging)- เฉพาะเชสเซอร์ - เชสเซอร์มากกว่าหนึ่งคนเข้าไปในเขตทำคะแนน



กรรมการ

           การเป็นกรรมการในการแข่งขันควิดดิชนั้น แต่เดิมเป็นหน้าที่สำหรับพ่อมดแม่มดที่กล้าหาญที่สุดเท่านั้น แซกคาเรียส มัมส์เล่าว่ากรรมการจากนอร์ ฟอร์กคนหนึ่งชื่อ ไซเปรียน ยูเดิล ตายในการแข่งขันฉันมิตรระหว่างพ่อมดแม่มดในบริเวณนั้นเมื่อ ค.ศ. 1357 โดยไม่สามารถจับคนที่เป็นต้นตอสาป แช่งเขาได้ แต่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในหมู่คนดู แม้จะไม่มีการฆาตกรรมกรรมการที่พิสูจน์ได้อีกตั้งแต่นั้นมา แต่ก็มีเหตุการณ์ทำตุกติกกับไม้กวาดของ กรรมการนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายๆ ศตวรรษที่ผ่านมานี้ ที่อันตรายมากที่สุดคือการเปลี่ยนไม้กวาดของกรรมการให้เป็นกุญแจนำทาง เพื่อให้เขาหรือ เธอถูกพาตัวออกไปจากการแข่งขันทั้งๆ ที่เพิ่งแข่งไปได้ครึ่งเดียว และต้องไปโผล่ในทะเลทรายซาฮาราอีกหลายเดือนหลังจากนั้น กองควบคุมดูแล เกมและกีฬาเวทมนตร์ได้ออกระเบียบที่เคร่งครัดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับไม้กวาดของผู้เล่น โชคดีที่ปัจจุบันนี้เหตุการณ์ร้ายทำ นองนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้ว
           กรรมการควิดดิชที่มีประสิทธิภาพต้องเป็นยิ่งกว่าพ่อมดบินที่ช่ำชอง เขาหรือเธอต้องคอยดูกระบวนท่าเล่นพลิกแพลงของผู้เล่นทั้งสิบสี่คนพร้อมๆ กัน และผลก็คือกรรมการจะได้รับบาดเจ็บด้วยอาการคอเคล็ดอยู่เป็นประจำ ในการแข่งขันระหว่างทีมอาชีพ กรรมการจะมีผู้ช่วยคือเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่ รอบเส้นเขตสนาม เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคอยดูไม่ให้ผู้เล่นคนไหนหรือลูกบอลลูกใดล้ำออกมานอกเส้น
           ในเกาะบริเตน กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์เป็นผู้คัดเลือกกรรมการควิดดิช กรรมการต้องผ่านการทดสอบการบินที่เข้มงวดมากและต้อง ผ่านการสอบข้อเขียนละเอียดยิบเรื่องกติกาควิดดิชต่างๆ นอกจากนั้น ยังต้องผ่านการทดสอบอีกมากมายหลายชุดเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะไม่เสกคาถาใส่ผู้เล่นที่ก้าวร้าวแม้ว่าจะอยู่ภายใต้ความกดดันรุนแรงมากเพียงใดก็ตาม


แอปเปิ้ลบี้ แอร์โรว์ส (Appleby Arrows)
ทีมจากภาคเหนือของอังกฤษทีมนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1612 เสื้อคลุมประจำทีมเป็นสีน้ำเงินอ่อน และมีตรารูปลูกธนูสีเงินประดับไว้ แฟนๆ ของแอร์โรว์ส เห็นพ้องต้องกันว่าช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของทีมคือตอนที่พวกเขาเอาชนะทีมวรัตซ่า วัลเจอส์ แชมป์หลายสมัยของยุโรปได้เมื่อ ค.ศ.1932 การ แข่งขันครั้งนั้นใช้เวลาถึงสิบหกวัน เล่นกันกลางฝนและหมอกหนาทึบ ผู้สนับสนุนสโมสรนี้มีธรรมเนียมเก่าแก่คือ ใช้ไม้กายสิทธิ์ยิงลูกธนูออกไปใน อากาศทุกครั้งที่เชสเซอร์ฝ่ายเขาทำคะแนนได้ แต่ธรรมเนียมนี้ถูกกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ห้ามไปใน ค.ศ.1894 เมื่อลูกธนูลูกหนึ่งแทง ทะลุจมูกของกรรมการชื่อนูเจ้นต์ พอตส์ ทีมแอร์โรว์สนี้เป็นคู่ปรับคู่อาฆาตกับทีมวิมบอร์น วอพส์มาต่อเนื่องยาวนาน

บัลลี่แคสเซิล แบตส์ (Ballycastle Bats)
ทีมแคททะพัลส์จากแคว้นเวลส์นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1402 นักกีฬาสวมเสื้อคลุมลายทางสีเขียวอ่อนสลับแดงเลือดหมู ประวัติที่เลื่องลือ ของทีมสโมสรนี้คือได้ถ้วยลีกถึงสิบแปดครั้งและชัยชนะที่มีชื่อเสียง ได้แก่ครั้งที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพในปี ค.ศ. 1956 โดยเอาชนะทีมคารัสจ็อก ไคตส์ จากนอร์เวย์ได้ในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ผู้เล่นที่มีชื่อเสียงที่สุดของทีมคือ 'ได ลูเอลเลน ตัวอันตราย' เขาถูกตัวไคเมรากินระหว่างพักผ่อนที่ เกาะมิคานอส ประเทศกรีซ จากการตายของไดนี้เอง ส่งผลให้ทางการเวลส์กำหนดวันไว้อาลัยแห่งชาติ เพื่อให้พ่อมดแม่มดชาวเวลส์ทุกคนได้ระลึกถึง เขา ปัจจุบันนี้ เมื่อสิ้นสุดฤดูการแข่งขันของทุกปี จะมีการมอบเหรียญที่ระลึกถึง 'ได ตัวอันตราย' เป็นรางวัลให้แก่ผู้เล่นในควิดดิชลีกที่เล่นได้ตื่นเต้น เร้าใจและบ้าบิ่นเสี่ยงตายที่สุดในการแข่งขัน

ชัดลีย์ แคนนอนส์ (Chudley Cannons)
อาจกล่าวได้ว่าวันเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของทีมชัดลีย์ แคนนอนส์ ได้ผ่านเลยไปเสียแล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่อุทิศตวเหนียวแน่นให้แก่ทีม นั้น พวกเขายังมีความหวังว่าทีมจะมีโอกาสกลับมาเฟื่องฟูขึ้นอีกหน ทีมแคนนอนส์ชนะเลิศถ้วยลีกถึงยี่สิบหน แต่ครั้งสุดท้ายก็นานตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1892 และการเล่นของพวกเขาตลอดศตวรรษที่แล้วนั้นไม่เร้าใจเลย ผู้เล่นชัดลีย์ แคนนอนส์สวมเสื้อคลุมสีส้มสด มีตรารูปลูกปืนใหญ่กำลังพรุ่ง เร็วจี๋ ด้านหลังเป็นรูปตัวอักษร ช สีดำสองตัว คำขวัญประจำสโมสรถูกเปลี่ยนเมื่อ ค.ศ.1972 จากเดิมที่ว่า 'เราจะพิชิตแน่' มาเป็น 'หวังว่าเราจะชนะ แต่ก็สุดแล้วกรรมก็แล้วกัน'

ฟัลมัท ฟอลคอนส์ (Falmouth Falcons)
ผู้เล่นฟอลคอนส์สวมเสื้อคลุมสีเทาเข้มสลับขาว มีรูปหัวนกเหยี่ยวประดับที่หน้าอก ฟอลคอนส์ขึ้นชื่อว่าเล่นแรง ชื่อเสียงนี้ยิ่งเป็นที่เชื่อหนักแน่นมากขึ้น ด้วยฝีมือของบีตเตอร์ชื่อก้องโลกของทีมคือเควิน และคาร์ล บรอดมัวร์ ซึ่งเล่นให้สโมสรระหว่าง ค.ศ.1958 ถึง 1969 กระบวนท่าเล่นพลิกแพลง ของทั้งสองส่งผลให้กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ต้องสั่งให้พวกเขาพักการเล่นไม่น้อยกว่าสิบสี่หน คำขวัญของสโมสรนี้คือ 'เอาชนะให้ได้ แต่ถ้าไม่ชนะ ก็ทำให้หัวแตกหลายๆ หัว'

โฮลี่เฮด ฮาร์ปีส์ (Holyhead Harpies)
ทีมโฮลี่เฮด ฮาร์ปีส์ นี้เป็นทีมสโมสรเก่าแก่มากของแคว้นเวลส์ (ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1203) แตกต่างจากทีมควิดดิชอื่นๆ ทั่วโลกเพราะเป็นทีมเดียวที่จ้างแต่ แม่มด เสื้อคลุมของฮาร์ปี้ส์เป็นสีเขียวแก่ มีรูปเล็บสัตว์สีทองอยู่ที่หน้าอก ชัยชนะของทีมฮาร์ปีส์ต่อทีมไฮเดลเบิร์ก แฮเรียส์ เมื่อ ค.ศ. 1953 เป็นที่ ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นการแช่งขันควิดดิชชั้นเยี่ยมเกมหนึ่งเท่าที่เคยมีการแข่งขันมา การแข่งขันครั้งนั้นใช้เวลาถึงเจ็ดวัน และยุติลงเมื่อซีกเกอร์ของ ทีมฮาร์ปีส์ คือกลินนิส กริฟฟิทส์ จับลูกสนิชได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน แฮเรียส์ รูดอลฟ์ แบรนด์ กัปตันของทีมกระทำสิ่งที่เลื่องลือ กันไปทั่ว เขากระโดดลงจากไม้กวาดและขอแต่งงานกับเกวนโดลิน มอร์แกน กัปตันทีมฝ่ายตรงข้าม แต่เธอใช้ไม้กวาดคลีนสคีปหมายเลขห้าของเธอ ฟาดหัวเขาจนหมดสติไป

เคนแมร์ เคสเตรลส์ (Kenmare Kestrels)
ทีมสโมสรไอริชนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1291 และเป็นที่นิยมชมชื่นไปทั่วโลก จากการแสดงที่องอาจของบรรดาเลเปรอคอนตัวนำโชคประจำทีม และจากการเล่นพิณที่ไพเราะมากของพวกผู้สนับสนุนทีมทั้งหลาย ทีมเคสเตรลส์สวมเสื้อคลุมสีเขียวมรกตที่หน้าอกมีตัวอักษร ค สีเหลืองสองตัวหัน หลังชนกัน ดาเรน โอแฮร์ คีปเปอร์ของเคสเตรลส์ ระหว่าง ค.ศ.1947-1960 ได้เป็นกัปตันทีมชาติไอริชสามหนและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ ท่าหัวเหยี่ยวรุกฆาตสำหรับพวกเชสเซอร์

มอนโทรส แมกไพส์ (Montrose Magpies)
ทีมแมกไพส์เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ควิดดิชลีกของเกาะบริเตนและไอร์แลนด์ เพราะชนะเลิศถึงสามสิบสองครั้ง ทั้งยัง เป็นแชมป์ยุโรปสองสมัย ทีมแมกไพส์จึงมีแฟนอยู่รอบโลก ผู้เล่นที่เก่งกาจของทีมมีมากมาย รวมทั้งซีกเกอร์ ยูนิส มารี่ (ถึงแก่กรรม ค.ศ.1942 ) ซึ่ง ครั้งหนึ่งเคยยื่นคำร้องขอให้ใช้ 'ลูกสนิชที่เร็วกว่านี้เพราะว่านี่มันง่ายเกินไป' และแฮมมิช แมกฟาลัน (กัปตันช่วง ค.ศ.1957-68) ซึ่งเมื่อเลิกจากอาชีพ ควิดดิชที่ประสบความสำเร็จมากแล้วก็ไปทำงานที่มีชื่อเสียงเด่นพอๆ กันในฐานะเป็นหัวหน้ากองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ ทีมแมกไพส์สวม เสื้อคลุมสีดำขาว มีรูปนกแมกไพหรือนกกางเขนตัวหนึ่งที่หน้าอก และอีกตัวที่ด้านหลังเสื้อ

ไพรด์ ออฟ พอร์ตทรี (Pride of Portree)
ทีมนี้มาจากเกาะสกาย ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1292 พวกแฟนๆ เรียกผู้เล่นทีมนี้ว่า 'เดอะ ไพรดส์' พวกเขาสวมเสื้อสีม่วงเข้ม มีรูปดาวสีทองประดับที่หน้าอก เชสเซอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของทีมคือ คาทรีโอน่า แมกคอร์มิก เป็นกัปตันทีมที่ชนะเลิศถ้วยลีกสองครั้งในช่วงทศวรรษปี ค.ศ.1960 และเล่นให้กับทีม ชาติสกอตแลนด์ถึงสามสิบหกครั้ง แมกันลูกสาวของเธอปัจจุบันนี้เล่นเป็นคีปเปอร์ให้กับทีมนี้ (ส่วน เคอร์ลี่ ลูกชายนั้นเป็นมือกีตาร์นำให้กับวงพ่อมด ที่เป็นที่นิยมมากคือ เดอะ เวียร์ด ซิสเตอร์ส)

พัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ด (Puddlemere United)
ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1163 พัดเดิลเมียร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่เก่าแก่ที่สุดในลีก พัดเดิลเมียร์ชนะเลิศถึงยี่สิบสองครั้งและมีชัยชนะได้ครองยูโรเปี้ยนคัพสอง ครั้งเป็นเกียรติประวัติของทีม เพลงประจำสโมสรมีชื่อว่า 'ตีบลัดเจอร์ไปไห้ไกลสิหนุ่มๆ แล้วโยนสุ่มลูกควัฟเฟิลมาทางนี้' เซลเลสทีน่า วอร์เบ็กแม่มด สาวนักร้องเพิ่งอัดเพลงประจำทีมนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง เพื่อขายหารายได้ให้กองทุนโรงพยาบาลวิเศษเซนต์มังโกเพื่อผู้ป่วยและบาดเจ็บ ผู้เล่นของ พัดเดิลเมียร์ สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินแก่ มีตราประจำสโมสรรูปหญ้าแฝกสีทองสองมัดไขว้กัน

ทัดชิล ทอร์เนโดส์ (Tutshill Tornados)
ทีมทอร์เนโดส์สวมเสื้อคลุมสีฟ้า มีตัวอักษร ท สีน้ำเงินเข้มสองตัวอยู่บนหน้าอกและข้างหลัง ทีมนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1520 แต่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จที่ ยิ่งใหญ่ของทีมอยู่ระหว่างต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อซีกเกอร์ชื่อรอดดริก พลัมป์ตัน เป็นกัปตันทีมพวกเขาชนะได้ถ้วยลีกถึงห้าครั้งติดต่อกันเป็น เป็นประวัติการณ์ของทั้งเกาะบริเตนและไอร์แลนด์เลยทีเดียว รอดดริก พลัมป์ตัน เล่นเป็นซีกเกอร์ให้ทีมชาติอังกฤษยี่สิบสองครั้ง และทำสถิติใน ประวัติศาสตร์ของเกาะบริเตนโดยจับลูกสนิชได้เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการแข่งขันกันมา (สามวินาทีครึ่ง แข่งขันกับทีมคาร์ฟิลลี่ แคททะพัลส์ ในปี ค.ศ.1921)

วิกทาวน์ วันเดอเรอส์ (Wigtown Wanderers)
ทีมสโมสรที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนนี้ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1422 โดยลูกๆ เจ็ดคนของพ่อมดพ่อค้าเนื้อ ชื่อวอลเตอร์ พาร์กิ้น ใครๆ พากันกล่าวว่าทีมของพี่ น้องผู้ชายสี่คนและผู้หญิงสามคนนี้เป็นทีมที่น่าเกรงขามมากและไม่ค่อยจะแพ้ใครเสียด้วย ทั้งนี้เล่ากันว่า ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากทีมคู่ต่อสู้รู้สึกหวาดหวั่น ที่เห็นคุณพ่อวอลเตอร์ยืนอยู่ข้างสนาม มือหนึ่งถือไม้กายสิทธิ์อีกมือถือมีดปังตอแล่เนื้อ หลายศตวรรษที่ผ่านมา มีเชื้อสายของตระกูลพาร์กิ้นนี้เล่นอยู่ ในทีมวิกทาวน์เสมอๆ และเพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นของทีม ผู้เล่นจึงสวมเสื้อคลุมสีแดงเหมือนเลือด มีรูปมีดปังตอสีเงินที่หน้าอก

วิมบอร์น วอพส์ (Wimbourne Wasps)
วิมบอร์น วอพส์ สวมเสื้อคลุมลายขวางสีเหลืองสลับดำ มีรูปตัวต่ออยู่บนหน้าอก ทีมนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1312 ทีมวอพส์ชนะถ้วยลีกสิบแปดครั้ง และได้ เข้ารอบรองชนะเลิศยูโรเปี้ยนคัพสองครั้ง เชื่อกันว่าพวกเขาได้ชื่อนี้มาจากเหตุการณ์ร้ายกาจซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกับทีมแอปเปิ้ลบี้ แอร์โรว์ส ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อบีตเตอร์ของทีมบินผ่านต้นไม้ที่อยู่ริมสนาม เขาสังเกตเห็นรังตัวต่อยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ จึงตีรังต่อนั้นไปทางซีกเกอร์ ของทีมแอร์โรว์ส ซีกเกอร์คนนั้นถูกต่อต่อยปวดแสบปวดร้อนไปทั่วตัวจนต้องออกจากการแข่งขัน วิมบอร์น จึงชนะและตั้งแต่นั้นมาก็รับเอาตัวต่อมา เป็นตรำโชคของทีม เป็นประเพณีว่าแฟนๆ ของทีมวอพส์ (รู้จักกันอีกชื่อว่า สติงเกอร์) จะทำเสียงหึ่งๆ ดังลั่นเพื่อก่อกวนสมาธิของเชสเซอร์ฝ่ายตรง ข้ามเมื่อกำลังจะโยนลูกโทษ

 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 

][รากฐานของชื่อ][ตัวละครทั้งหมด][บทเพลงจากหนังสือ][อาหาร/เครื่องดื่ม][สายเลือด][พจนานุกรมแฮร์รี่ พอตเตอร์][

][ค่าเงินโลกเวทมนตร์][วันเกิดของตัวละคร][ทีม/คณะ/กลุ่ม/ชมรม/ใดๆก็แล้วแต่...][ควิดดิช][

][สัตว์วิเศษในโลกเวทมนตร์][สถานที่ในโลกเวทมนตร์][พืชสมุนไพร][เวทมนตร์คาถา][รสชาติทุกรสของเบอร์ตี้บอตต์][บทเรียนพยากรณ์ศาสตร์][

source: potterstoryweb.com