The Movies :

The Sorcerer's Stone:

Production

Harry Potter and the Sorcerer's Stone สร้างจากนิยายสำหรับเด็กปี 1997 ของ เจ เค โรว์ริ่ง ซึ่งเวอร์ชั่นหนังสือนั้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ในโลกมากมายถึง 47 ภาษา และมีวางจำหน่ายทั่วโลก ด้วยยอดพิมพ์กว่า 110 ล้านเล่ม ซึ่งตอนที่หยิบยกมาทำเป็นภาพยนตร์นั้นเป็นเพียงตอนที่ 1 ใน 7 ตอนของนิยายในโลกพ่อมดนี้เท่านั้น

ในส่วนของภาพยนตร์นั้น ได้ สตีฟ โคลฟส์ (Wonder Boys) มาทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ โดยมี คริส โคลัมบัส ที่มารับบทตัวเอกของเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้น คือ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ นักแสดงหน้าใหม่วัย 11 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการคาดหมายว่าจะใช้ทุนสร้างสูงถึงกว่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ทั้งนี้จากการร่วมมือกันของยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. และ AOL Time Warner ซึ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Harry Potter จะเป็นภาพยนตร์ที่มีการสร้างต่อเนื่องอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Batman เลยทีเดียว

ความคิดที่จะนำ Harry Potter ขึ้นจอนั้น เริ่มมาตั้งแต่ 4 ปีก่อน จากชายคนหนึ่งที่แทบไม่เคยนึกอยากทำหนังครอบครัวขึ้นมาเลยสักเรื่อง จนเมื่อปี 1997 เดวิด เฮย์แมน อดีตผู้บริหาร สตูดิโอในฮอลลีวูดที่ผันกายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังอินดีเปี่ยมคุณภาพอย่าง Juice, The Daytrippers และ Ravenous ได้เดินทางจากอเมริการกลับลอนดอนเพื่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Heyday Films โดยจุดประสงค์เพื่อสร้างภาพยนตร์นานาชาติให้กับทั้งทางยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเดินทางไปลอนดอนในครั้งนั้นก็เพื่อหาหนังสือเด็กดีๆสักเล่ม ที่จะนำมาทำเป็นภาพยนตร์สักเรื่อง ซึ่งเรื่องแรกที่เขาหมายตาไว้ก็คือ The Orge Down stairs ของ ไดอานา วีนน์ โจนส์ ซึ่งขณะเดียวกันนั้น หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของเขาที่ Heyday Films ทันยา ซีแกตเชน ก็ได้เจอกับหนังสือเด็กอีกเรื่องที่ขายดีติดอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร โดยที่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง "ตอนนั้นทางเอเยนต์ได้ส่งหนังสือมาให้ผู้ช่วยของผม นิชาได้อ่านตลอดวีคเอนด์ แล้วเธอก็เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือมันเป็นอะไรที่น่าสนในมาก จนผมต้องนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นในเย็นวันนั้นเลย มีอะไรหลายอย่างในหนังสือเล่มนั้นที่จับใจผม และผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก พร้อมกับเริ่มต้นติดต่อเรื่องลิขสิทธิ์ในเช้าวันต่อมาเลยทีเดียว" ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวก็คือ Harry Potter and the Philosopher's Stone นั่นเอง

ใน Harry Potter ตอนนี้ จะเป็นเรื่องราวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ หนุ่มน้อยกำพร้าวัย 10 ปี ที่อาศัยอยู่กับป้าและลุงใจร้าย บวกเพิ่มด้วยลูกชายจอกเกเรอีกหนึ่งนาย หลังจากพ่อแม่ตายตั้งแต่เขายังจำความอะไรไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม่ของ แฮร์รี่นั้นเป็นแม่มด ส่วนพ่อของเขาก็คือพ่อมดตัวจริง และทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่คนทั้งคู่เสียชีวิตก็เนื่องจากการกระทำของพ่อมดฝ่ายอธรรมที่มีชื่อว่า ลอร์ด โวลเดอร์มอร์ ซึ่ง โวลเดอร์มอร์ เองก็ตั้งใจจะฆ่าแฮร์รี่เช่นกัน และแม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จ จนต้องหลบลี้หนีหายไป แต่ก็ได้ทิ้งรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าไว้บนหน้าผากของแฮร์รี่ด้วย จวบจนแฮร์รี่อายุได้ 11 ปี ความจริงทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย และเขาก็ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียน ในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอดส์ (Hogwarts School of Witch craft and Wizardry) สถาบันการศึกษาเวทมนตร์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในที่ๆ มนุษย์ธรรม (หรือที่โลกเวทมนตร์เรียกว่า "พวกมักเกิล") ไม่สามารถมองเห็นได้
และเมื่อเข้าเรียน แฮร์รี่ก็ได้รับเลือกให้อยู่ในบ้านหนึ่งในสี่หลังของฮอกวอตส์ที่ชื่อ "กริฟฟินดอร์" แฮร์รี่ มีเพื่อนสนิทคือ รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี แกรนเจอร์ ต่อมา แฮร์รี่ได้เป็นถึง "ซีกเกอร์" ในทีมควิดดิชของบ้านกริฟฟินดอร์ (ควิดดิชเป็นเหมือนการกีฬาที่ผสมผสานระหว่างฟุตบอลกับรักบี้ และจะเล่นโดยการขี่ไม้กวาดอยู่บนอากาศ) ซึ่งในฮอกวอตส์นั้น แฮร์รี่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย จนแทบจะเปรียบได้ว่า เขาเป็นลุค สกายวอล์กเกอร์ ในอีกเวอร์ชันหนึ่งได้เลยทีเดียว

หลังจากอ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วผู้อำนวยการสร้ายเฮย์แมนก็ประทับใจขึ้นมาทันที "มันก็เป็นเรื่องของมนุษย์นั่นแหละ แต่คนละแง่มุมกัน" เฮย์แมนกล่าว "แฮร์รีสามารถเป็น "ใครก็ได้" เขาเป็นเด็กกำพร้ามาจากบ้านที่ขาดความอบอุ่น ไม่ได้รับการศึกษาสูงส่งมาจากที่ไหนยิ่งไปกว่านั้น ฮอกวอตส์ยังเป็นโรงเรียนที่เราทุกคนฝันอยากจะเข้าเรียนด้วยกันทั้นนั้น แต่หนังสือเล่มนี้ก็เขียนขึ้นแบบไม่ได้เศร้าสะเทือนในอะไรเลย มันมีประเด็นของมัน แล้วมันก็สุกอย่างเหลือเชื่อด้วย ที่สำคัญต้องใช้จินตนาการล้ายๆ เชียวล่ะซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงชอบหนังสือเล่มนี้มากขนาดนั้น"

จากนั้นไม่นาน เฮย์แมนก็ติดต่อกับโรว์ริ่ง ผู้เขียน และหลังจากตอนที่สองของ Harry Potter ที่มีชื่อเรืองว่า Harry Potter and the Chamber of Secrets ออกจำหน่ายในประเทศอังกฤษแล้ว เฮย์แมนก็เสนอโปรเจ็กต์นี้ต่อ Warner Bros. ทันทีและก็มีข่าวว่า พวกเขาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือทั้ง 2 ตอนนี้เพื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยราคาถึง 700,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็ต้องค้นหามือเขียนบทภาพยนตร์ ที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ซึ่งในขณะนั้นโรคคลั่งแฮร์รี พอตเตอร์ ที่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรได้เริ่มลุกลามไปยังสหรัฐอเมริกาบ้างแล้ว

และแล้ว สตีฟ โคลฟส์ ก็ก้าวเข้ามา โคลฟส์เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในฐานะผู้เขียนบทผู้กำกับของภาพยนตร์ยอดนิยมปี 1989 เรื่อง The Fabulous Baker Boys เมื่อต้นปี 1999 โคลฟส์ได้รับการติดต่อจาก Warner Bros. ให้เป็นผู้ทำหน้าที่ดัดแปลงหนังสือเล่มหนึ่ง "ผมแทบจะไม่เคยอ่านมันเลยด้วยซ้ำ" โคลฟส์กล่าว "แต่ก็ได้ยินเกี่ยวกับ Harry Potter and the Philosopher's Stone มาบ้างเหมือนกัน" และหลังจากได้อ่านแล้วโคลฟส์ก็หลงใหลได้ปลื้มกับเรื่องราวในหนังสือเช่นกัน เพียงไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับประทานอาหารกลางวันกับเฮย์แมนและผู้บริหารของ สตูดิโอ "ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมจะตื่นเต้นกับการพบปะครั้งนี้ได้ขนาดนี้" โคลฟส์เล่าถึงตอนที่ขาได้พบกับโรว์ลิ่งเป็นครั้งแรก "ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเธอ แต่ก็ไม่อยากให้เธอคิดว่า ผมจะทำให้ตัวละครของเธอต้องเละเทะไปหรอกนะ"

เป็นที่น่าขันมาก เมื่อจริงๆแล้วโรว์ลิ่งเองก็กำลังวิตกเรื่องนั้นอยู่เช่นกัน "ฉันพร้อมที่จะรู้สึกเกลียดอีตาสตีฟ โคลฟส์นี้อยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ จริงๆ นะ เพราะฉันคิดว่าเขาจะเป็นคนทำลายเด็กๆ ในหังสือของฉันน่ะสิ" โรว์ลิ่งกล่าว "ครั้งแรกที่เราพบกัน เขาบอกกับฉันว่า 'คุณทราบมั้ยครับ ว่าตัวละครโปรดของผมคือใคร' ฉันก็คิดในใจว่า 'นายจะบอกว่าเป็นรอนแน่ๆเลยใช่มั้ยล่ะ แหงเลย' แต่เขากลับบอกว่า'เฮอร์ไมโอนีคือคนโปรดของผม' ฉันล่ะแทบละลายเลยทีเดียว" โรว์ลิงเล่า " จาก นั้น เราก็ลงเอยด้วยกการคุยกันทั้งวันเราถูกคอกันมากเลยทีเดียว"

ตัวโคลฟส์เองก็เล่าว่า การนำนิยายของโรว์ลิ่งมาเขียนบทภาพยนตร์นั้นยากเหลือร้ายจริงๆ …ตรงไหนน่ะหรือ? อย่างน้อยๆ Stone นี่ก็เป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของแฮร์รี พอตเตอร์ ในตอนต่อๆไป ซึ่งเขาจะต้องคงโลกเดิมๆ และประเด็นหลักๆของหนังสือเอาไว้ ส่วนงานที่ท้าทายที่สุดก็คือ การที่ต้องคงความเหมือนของหนังสือเอาไว้ให้ได้มากที่สุดซึ่งในเคสนี้นั้น โคลฟส์ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากตัวโรว์ลิ่งเอง เนื่องจากเธอจะเป็นคนคอยอธิบายให้ฟังถึงความลับของ Potter อย่างการใช้เลือดมังกรที่ต่างกัน เป็นต้น "สำหรับผมแล้วเธอ (โรว์ลิ่ง) เป็นบุคคลที่เจ๋งที่สุดเลย" โคลฟส์กล่าว "นั่นก็เพราะ มันเหมือนกับเรามีคัมภีร์ไบเบิลของหนังสือเล่มนี้ ที่อีกปลายสายโทรศัพท์หรือที่อีกฟากหนึ่งของอีเมล์เลยล่ะ"

ขณะที่โคลฟส์ทำงานอยู่นั้น ทางเฮย์แมนและ Warner Bros. ก็กำลังวิ่งวุ่นเรื่องสถานที่ถ่ายทำ ปี 1999 มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในวงการภาพยนตร์ 2 คนเดินทางมายังอเมริกา เพื่อเสนอให้มีการถ่ายทำในประเทศอังกฤษ โดนมีข้อเสนอคือ ทีมถ่ายทำจะได้ทั้งความช่วยเหลือและโลเกชันที่มีความมั่นคงปลอดภัยเป็นอย่างดี มีการเสนอให้ใช้ Leavesden Studio ซึ่งอยู่นอกกรุงลอนดอนในระยะยาว ตลอดจนให้สัญญาว่าจะพยายามผลักดันแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กด้วย (ในการเพิ่มชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์อีกเล็กน้อย และให้ทางโรงเรียนยืดหยุ่นเวลาเข้าเรียนได้) พวกเขาต้องการให้มีการกระจายรายได้อยู่ในอังกฤษ แต่ไม่ใช่ต้องการให้มีการนำเงินดอลลาร์มาเปลี่ยนเป็นเงินปอนด์ พวกเขาต้องการเพียงความภาคภูมิใจของชาติเท่านั้น "Harry Potter เป็นอะไรที่เกี่ยวกับพวกเรามาก เขาเป็นอังกฤษแท้ๆเลยน่ะ" สตีฟนอร์ริส ประธานของ British Film Commission กล่าว "ความคิดที่ว่า หนังเรื่องนี้จะต้องไปถ่ายทำที่อื่น มันทำให้ทุกคนเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก เหมือนตอนที่มีการถ่ายทำ Catcher in the Rye ที่อื่น แล้วสมมตินามตามท้องเรื่องว่าเป็นเมืองลิเวอร์พูลนั่นแหละ"

ทางด้านการตามล่าหาผู้ที่จะมากำกับหนังเรื่องนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่ากันเลย แบรด ซิลเบอร์ลิง (Casper, City of Angels) เป็นคนแรกที่แสดงออกว่าสนใจโปรเจ็กต์นี้ จากนั้นก็มีข่าวว่า สตีเวน สปีลเบิร์ก ก็สนใจเช่นเดียวกัน หลังจากซิลเบอร์ลิงเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวของ Potter ซึ่งทาง Warner Bros. ก็สนใจอยากให้สปีลเบร์กมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับเช่นกัน (แม้ว่าจะต้องแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับ Dream Works ก็ตาม) และพร้อมที่จะรอให้ สปีลเบิร์กเสร็จจากโปรเจ็กต์ที่ต่อจาก Saving Private Ryan ด้วย โดยที่ในขณะนั้นมีทั้ง Minority Report ที่ทอม ครู๊ซ แสดงนำ มี Memoris of a Geisha รวมถึงงานสานต่อจากสแตนลีย์ คูบริก ที่ล่วงลับใน A.I ด้วย แต่แม้จะมีโปรเจ็กต์ล้นมือ สปีลเบิร์กก็ยังหาโอกาสนัดคุยกับเฮย์แมน โคลฟส์ และโรว์ลิ่ง เกี่ยวกับ Potter แต่ก็มีข่าวลือออกมาว่า สปีลเบิร์กเสนอแนะแนวทางการสร้างที่แหวกแนวกว่าใครๆ นั้นก็คือ เขาอยากจะทำ Potter ออกมาในรูปของอนิเมชัน อย่าง Toy Story โดยมีเฮลีย์ โจล ออสเมนต์ เป็นผู้ให้เสียงหรือไม่ก็ทำหนังคนแสดงแต่เป็นการรวบรวมรายละเอียดมาจากหลายๆ ตอนด้วยกัน ซึ่งตัวเฮย์แมนเองก็ได้ออกมายืนยันว่า สปีลเบิร์กไม่ได้เสนอความคิดอะไรที่ว่านั่นเลย "เขาเพียงแต่มีโปรเจ็กต์อื่นๆ อีกตั้ง 3 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในมือน่ะ และเขาก็อยากจะถ่ายทำอะไรสักอย่างในสามเรื่องนั่นก่อนเท่านั้นเอง" เฮย์แมนกล่าว และท้ายที่สุด สปีลเบิร์กก็ตัดสินในถ่ายทำ A.I โดยมีออสเมนต์ แสดงนำ

เมื่อสปีลเบิร์กถอนตัว ทั้งเฮย์แมน ,Warner Bros., ประธาน COO อลัน ฮอร์น และดี
โบนาเวนทูรา
ก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้กำกับระดับเกรดเอทั้งหลายเข้ามาเสนอแนวความคิด
ซึ่งขณะนั้นมีทั้ง ซิลเบอร์ลิง, ร็อบ ไรเนอร์, วูล์ฟกัง ปีเตอร์ เซน, อลัน พาร์เกอร์, แฮร์รี จุลเลียม, ไอวาน ไรท์แมน และคริสโคลัมบัส ซึ่งรายหลังสุดกลายเป็นสาวกของพอตเตอร์ มาหลายปีแล้ว เนื่องจากอีลินอร์ ลูกสาวของเขาเอง ระหว่างการออดิชันถึง 2 ชั่วโมงนั้น โคลัมบัสได้บรรยายถึงความคิดในการดัดแปลงหนังสือเล่มนี้ของเขา เขาอยากจะให้ฉากในโลกแห่งความจริงดูหม่นมืด และทึมทึบ ขณะที่อีกโลกหนึ่งดูสดใสด้วยสี อารมณ์ และรายะเอียด "ผมได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสองเรื่องของเดวิด ลีน คือ Great Expecta tion กับ Oliver Twist ที่มีทั้งด้านมืด ด้านตรงข้ามเป็นการใช้การถ่ายทำอย่างยอดเยี่ยมนะ" โคลัมบัสกล่าว "สำหรับการให้สีแล้ว เราต้องพูดถึง Oliver กับ The God father ซึ่งมีการใช้สีมากมายและคุณภาพเยี่ยมเสียด้วย เมื่อเราเข้าไปในดินแดนแห่งเวทมนตร์ ซึ่งเรากำลังพูดถึงฮอกวอตส์ นั้น ผมอยากให้แต่ละเฟรมเต็มไปด้วยความน่าพิศวงน่ะ"

นอกจากนี้ ผู้กำกับ Home Alone ยังมีจุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้วย นั่นคือการที่เขาประสบความสำเร็จกับการปั้นดาราเด็กขึ้นมา แต่เขาก็ยังมีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน นั่นคือ เขาไม่เคยทำหนังที่เป็นแฟนตาซีมาก่อนเลย (อันนี้อยู่ในกรณีที่ว่า คุณไม่ได้นับรวม Bicenten nial Man เข้าไปด้วยนะ) แต่โคลัมบัสก็เคยเขียนบทภาพยนตร์แนวนี้มาแล้วถึง 2 เรื่องด้วยกัน คือ Gremlins และ Young Sherlock Holmes ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เขาก็ประสบความสำเร็จกับหนังแนวเอ๊กวันผจญภัยเช่นกัน และท้ายที่สุด สิ่งที่โคลัมบัสพูดมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ตรงใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาอยากให้นักแสดงเป็นคนอังกฤษล้วนๆ อยากให้สร้างแต่ละตอนของหนังสือเป็นหนังเรื่องเดียวไปเลย และเขาก็ชอบเค้าเรื่องเดิมมากด้วย "เขาอยากจะซื้อตรงต่อโจ (โรว์ลิ่ง) กับหนังสือของเธอ ซึ่งจุดนี้เองที่ตรงใจผมที่สุด"

"ตอนนั้น ลูกสาวของผมอีลินอร์กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเธอก็ยืนยันว่าผมต้องอ่านด้วยเช่นกัน" โคลัมบัสเล่า "ผมอ่านจบภายในหนึ่งวัน และในหัวก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับการนำเรื่องราวในหนังสือมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่ตอนนั้น ผมก็รู้มาว่า หนังเรื่องนี้มีผู้กำกับคนอื่นกุมบังเหียนอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เอเยนต์ผมก็โทรศัพท์มาบอกว่า หนังสือเล่มนั้นวางอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาสำคัญเพียงอย่างเดียวก็คือมีผู้กำกับชื่อดังให้ความสนใจกันอย่างมากมายทีเดียว และทาง Warner Bros. และผู้อำนวยการสร้างเดวิด เฮย์แมนก็เปิดให้มรการแข่งขันกันอย่างเต็มที่เลยด้วย แต่บอกตรงๆ ว่า ผมไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลย เพราะผมรู้สึกว่า หากผมได้ถ่ายทอดความรู้สึกและความปรารถนาที่มีต่อเรื่องราวต้นฉบับ และผมได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าผมจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไรแล้วละก็ เชื่อว่าทั้งเดวิดและทางสตูดิโอจะต้องเลือกผมอย่างแน่นอน"

ในความเป็นจริงแล้ว โคลัมบัสก็รู้สึกเหมือนเฮย์แมน และ Warner Bros. ว่าพวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในจินตนาการที่โรว์ลิ่งสร้างขึ้นเลย "ผมได้ยินมาเหมือนกันว่า ผู้กำกับบางคนอยากจะดัดแปลงบางอย่างในหนังสือ อย่างเช่นเปลี่ยนสถานที่ให้เป็นโรงเรียนมัธยมในฮอลลีวูด หรือเปลี่ยนแฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่ เป็นเด็กอเมริกัน หรือต้องการสร้างหนังเรื่องนี้ในรูปแบบคอมพิวเตอร์อนิเมชั่นน่ะ ผมอึ้งไปเลยเหมือนกัน คือ…ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยมีเหตุผลเต็มที่ทีเดียว ว่าทำไมทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายล้านคน ถึงตกหลุมรักกับ Harry Potter ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของเรื่องราวในหนังสือ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชมไม่ต้องการเห็นเป็นอย่างยิ่งดังนั้น ผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคงรายละเอียดในหนังสือไว้ให้มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึง การไปถ่ายทำในประเทศอังกฤษโดยใช้คนอังกฤษล้วนๆ ด้วย"

เมื่อตกลงกันได้แล้วว่า หนังเรื่องนี้จะถ่ายทำกันในประเทศอังกฤษโคลัมบัสจึงได้เดินทางไปที่นั่น เพื่อเตรียมงาน และแล้ว การท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ก็มาถึง เมื่อทีมงานต้องร่วมด้วยช่วยกันระดมสมองตามหาเด็กชายที่จะมาแสดงเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์

ต่อมาไม่นาน ลอเรนโซ โบนาเวนทูร่า ประธานบริษัทผลิตภาพยนต์ยักษ์ใหญ่ วอลเนอร์ บราเธอร์ ก็ได้ประกาศว่า...เราได้ทำการค้นหาทั้งในบรรดามักเกิ้ล และตามเมืองพ่อมดทั้งหลาย เพื่อหาคนที่เหมาะสมที่จะรับบท แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ และ เราก็ได้ค้นพบพวกเขาในตัว แดน รูเพิร์ต และ เอมม่า " ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว "นี่เป็นบทที่วิเศษ ที่จะมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต และต้องใช้เด็ก ๆ ที่มีความสามารถพิเศษที่จะนำมนต์ขลังมาสู่จอภาพยนต์"

โคลัมบัส กล่าวว่า "ในการค้นหาตัวแฮร์รี่ เราได้เห็นเด็กจำนวนมากมายมหาสารที่มีความสามารถพิเศษ ขบวนการค้นหานั้น คร่ำเคร่งมาก จนบางครั้งทำให้เราคิดว่า เราอาจจะไม่มีวันได้พบใครที่จะมาสวมบทบาทของแฮร์รี่ พอตเตอร์ .. แล้วแดนก็ก้าวเข้ามาในห้อง และเรารู้ได้ในทันทีว่าเราได้พบ แฮร์รี่ แล้ว พวกเรามีความยินดีพอ ๆ กันเมื่อได้พบ เอมม่า และรูเพิร์ต ซึ่งเหมาะสมที่สุด สำหรับบทของ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ ผมมีความสุขที่สุดแล้วที่ได้เริ่มงานกับเด็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสามารถพิเศษ และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจเช่นนี้ "

เดวิด เฮย์แมน
เสริมว่า "ขณะที่เรากำลังหัวเราะ และถูกขบขันสลับกันไปด้วยข่าวลือในสิ่งที่เรากำลังทำ เราก็มีความสุขสนุกสนานมากและในที่สุดก็ได้หยุดพัก พวกเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นเด็กอังกฤษที่มีความสามารถสูง และจะนำสิ่งดี ๆ มากมายมาสู่จอภาพยนต์ เราได้อุทิศตัวและยังคงทำต่อไปเพื่อให้คงความเป็นจริงในหนังสือมากที่สุด"

เจเค โรว์ลิ่ง
เสริมอีกว่า "เมื่อได้พบแดน แร็ดคลิฟตอนทดสอบหน้ากล้อง ฉันไม่คิดว่า คริส โคลัมบัส จะได้พบ แฮร์รี่ คนไหนที่ดีกว่านี้ได้อีก ฉันขอให้ แดน , เอมม่า , รูเพิร์ต โชคดี และมีความสุขสนุกมาก ๆ กับการแสดงในปีแรกที่ฮอกวอตส์ อย่างที่ฉันได้เขียนไว้"

เด็ก หนุ่มอายุ 11 ปี ดาเนียล แร็ดคลิฟฟ์เพิ่งรับบทเป็นหนุ่มน้อยเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ของ BBC และก็จะได้เห็นเขาอีกจากภาพยนต์เรื่อง The Tailor of Panama ของจอร์น บอร์แมน ส่วนเอมม่า วัตสัน และ รูเพิร์ต กรินต์ อายุ 11 ปี ได้เคยแสดงในละครของโรงเรียน

Credit: Warner Bros Source: Mugglethai.com