MinaLima เผยแง่มุมแนวคิดการออกแบบของประกอบฉาก

ในงานเปิดตัวนิทรรศการ Harry Potter: The Exhibition ที่ปารีส ตัวแทนเว็บไซต์ Snitchseeker มีโอกาสสัมภาษณ์นักออกแบบกราฟิกประจำเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ มิราฟอรา มินา และเอดัวโด ลิมา เกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบของประกอบฉากมากมายในภาพยนตร์ และความช่วยเหลือเล็กน้อยจากนักแสดง เช่น แดเนียล แรดคลิฟฟ์

เกี่ยวกับแผนที่ตัวกวน

maraudersmap

มิราฟอรา มินา: ตัวโครงสร้างสถาปัตยกรรมของโรงเรียนถูกแสดงออกมาชัดเจนบนแผนที่เลยค่ะ พวกเราได้แบบแปลนร่างปราสาทมาจากฝ่ายออกแบบฉาก และพวกเราก็มาวาดแผนที่อีกทีในมุมมองแบบมองจากด้านบน เพราะงั้นถ้าคุณดูแผนที่ละเอียดดีๆ คุณจะเห็นว่าห้องทำงานของดัมเบิลดอร์จะเหมือนแบบโครงสร้างปราสาทเลย แล้วมันก็ให้ความรู้สึกที่สมจริงน่าเชื่อถือมาก

เอดัวโด ลิมา: พวกเราไม่อยากให้แผนที่ออกมาดูเหมือนแผนที่เกาะมหาสมบัติ แบบที่ม้วนเป็นขดและตรงขอบไหม้ไฟ พวกเราเลยต้องคิดให้ถี่ถ้วน เพราะพวกเรารู้ดีว่าแผนที่นี้ต้องถูกเอาไปใช้ในภาพยนตร์ภาคต่อๆไปด้วย พวกเราจำเป็นต้องหาวิธีเผยโฉมมันแบบที่เข้าท่าซะหน่อย และแน่นอนว่าต้องใส่เทคนิคอะไรบ้างสักเล็กน้อยด้วย พวกเราต้องถ่ายเอกสารมัน

มิราฟอรา มินา: พวกเราใช้เครื่องถ่ายเอกสารในสตูดิโอเพื่อทำแผนที่กัน คือว่าพวกเราต้องหาวิธีที่มันสมเหตุสมผลในการผลิตให้พอจริงไหม เช่นว่าถ้าทีมงานอยากได้แผนที่ไปใช้ถ่ายทำ 10 ชุดพรุ่งนี้ พวกเราก็ควรจะผลิตมันให้เร็วทันส่งถูกไหมล่ะ

เอดัวโด ลิมา: พวกเราต้องพิมพ์มันออกมาซ้ำๆเยอะอยู่ เพราะแผนที่บางส่วนจะต้องถูกพับ อย่างที่แฮร์รี่มีใส่ในกระเป๋าหลังน่ะ

 

เกี่ยวกับการออกแบบทั่วไปสำหรับภาพยนตร์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์

คุณพอจะบอกพวกเราสักนิดได้ไหมเกี่ยวกับสไตล์การออกแบบพวกหนังสือ การค้นคว้าของคุณ และก็พวกหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจกับคุณ

มิราฟอรา มินา: อืม หนังสือเล่มนี้ (ชี้ไปที่หนังสือ ‘การป้องกันตัวจากศาสตร์มืดสำหรับผู้เริ่มต้น’)

(Dark Arts Defense Basics For Beginners)

หนังสือการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดสำหรับผู้เริ่มต้น (Dark Arts Defense Basics For Beginners)

อย่างที่คุณรู้กันดี อัมบริดจ์พยายามจะควบคุมพวกนักเรียน และให้อะไรพวกเขาที่แบบว่าเด็กน้อยซะเหลือเกิน พวกเราเลยไปดูรูปแบบหนังสือเด็กในช่วงปี 1930 จะเห็นว่าแม้กระทั่งหน้าต่างๆ ของหนังสือก็ออกจะพื้นๆ มาก

ภาพตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือ

ภาพตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดสำหรับผู้เริ่มต้น

โดยปกติแล้วในหนังสือทุกเล่มที่พวกเราออกแบบกันมา พวกเราเน้นทำให้มันดูสมจริงเสมอ แล้วจากนั้นก็ปรับแต่งมุมนิดหน่อย อาจจะราวๆ 10 หรือ 20 องศา เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคย แต่ก็ยังคงไว้ถึงมุมเปลี่ยนแปลงตามแบบโลกเวทมนตร์

นั่นคือสิ่งที่พวกเราชอบทำกัน ดังนั้นมันก็เลยง่ายขึ้นที่จะรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่ทำ มันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเราในฐานะนักออกแบบที่จะเข้าใจตัวตนของตัวละคร และพยายามที่จะอธิบายบุคลิกของพวกเขาผ่านทางสิ่งของของพวกเขา และในทางเดียวกันมันก็เหมือนกับที่นักออกแบบเสื้อผ้าอาจต้องทำกับเสื้อผ้า เพียงแต่ว่าพวกเราทำมันกับสิ่งของน่ะค่ะ

เอดัวโด ลิมา: และการออกแบบฉากพวกจานและถ้วยของอัมบริดจ์ พวกเราทำพวกเครื่องเขียนและก็หนังสือของเธอด้วย รวมถึงพวกแผ่นพับเรื่องพวกเลือดสีโคลนก็เป็นสีชมพูเช่นเดียวกัน ก็เธอชอบสีชมพูนี่

มิราฟอรา มินา: นี่คือสิ่งที่พวกเราทำมาตลอด อย่างหนังสือวิชาปรุงยาของสเนป คุณจะเห็นว่าลายมือตัวอักษรบนหนังสือจะต่างกันกับลายมือตัวอักษรบนแผนที่ตัวกวนหรือบนจดหมายตอบรับเข้าเรียน นั่นก็เพราะคุณต้องคิดว่า “อืม สเนปจะเขียนลายมือเป็นไงนะ” และพยายามจินตนาการต่อว่า เขาน่าจะมีอารมณ์ประมาณไหนอยู่ ตอนที่เขาอยู่ในช่วงเวลาจริงจังแรงกล้าเช่นนี้ ดังนั้นมันจึงเป็นหนทางที่ต่างออกไปในการเป็นนักออกแบบจากทางที่มันอาจจะเป็น ถ้าเราทำงานนอกไปในเชิงธุรกิจ และเพราะพวกเราค่อนข้างจะเข้าถึงกับเนื้อเรื่องมาก นั่นคือรากฐานของวิธีการทำงานของเรา

เอดัวโด ลิมา: มันค่อนข้างจะสนุกดีทีเดียว เพราะพวกเราสามารถเป็นอัมบริดจ์ เป็นสเนป เป็นริต้า สกีตเตอร์ เป็นฝาแฝดวีสลีย์ได้

มิราฟอรา มินา: ใช่เลย และก็มีวันแย่ๆ อย่างวันอัมบริดจ์หรือวันสเนป ก็ไม่ดีเท่าไหร่นะ

มิราฟอรา มินา: ประเด็นอีกอย่างเกี่ยวกับงานการออกแบบตัวอักษรศิลป์ (Typography) ทั้งหลายก็คือ มันสำคัญกับพวกเรามากในแง่ของศิลปะการสื่อสาร การพยายามให้รู้สึกได้ถึงชิ้นงานที่ทำด้วยมือ วิธีการทำงานของพวกเรา พวกเราผสมผสานทั้งงานคอมพิวเตอร์และงานทำด้วยมือ พวกเราไม่ชอบชิ้นงานที่ออกมาดูเหมือนมาจากงานคอมพิวเตอร์โดยตรง

งานการออกแบบตัวอักษรศิลป์คือสิ่งที่พวกเราหลงใหล พวกเรารู้สึกว่ามันเป็นวิธีการสื่อสารที่ดีผ่านรูปแบบข้อความ เพราะตัวอักษรแต่ละตัวล้วนสะท้อนถึงบุคลิกตัวตน ดังนั้นไม่ว่าตัวตนอักษรจะแสดงเหมือนกับว่ากระทรวงเวทมนตร์กำลังบอกคุณให้ทำอะไร หรือไม่ว่ามันจะเป็นฟอนต์ตัวอักษรสีทองประณีตบนกระดาษหนังของหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ หวังว่าผู้ชมอย่างพวกคุณไม่ต้องคิดถึงมัน เพียงแต่พวกเรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สื่ออารมณ์ และตัวอักษรมันสื่อสารไปในทางนั้น

หนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ โดย บาธิลดา แบ็กช็อต

หนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ โดย บาธิลดา แบ็กช็อต

 

เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับนักแสดง

นักแสดงบางรายอย่างเช่น อลัน ริคแมน มีส่วนช่วยคุณในการคิดบ้างไหมว่าควรจะทำยังไงกับตัวละครพวกเขาดี

เอดัวโด ลิมา: ไม่ครับ พวกเราไม่เคยเห็นฉากไหนที่เขาต้องเขียนอะไร เพราะงั้นพวกเราเลยไม่จำเป็นต้องทำยังงั้น

มิราฟอรา มินา: พวกเรามักทำงานล่วงหน้าก่อนฉากในหนัง บางครั้งพวกเราก็ออกแบบหนังสือเสร็จก่อน มันก็ดีนะเวลาที่พวกนักแสดงกลับมาจากฉากแล้วก็มาบอกว่า “มันดีมากเลยที่ได้หนังสือฉบับสมบูรณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นหนังสือของฉันจริงๆ” ปกติพวกเราจะทำทุกหน้าหนังสือเลยค่ะ พวกเราอาจทำหน้าต้นฉบับหลักอยู่แค่ 10 หรือ 15 หน้าแล้วที่เหลือก็ทำหน้าแบบเดิมซ้ำๆ ทีนี้พอนักแสดงเปิดหนังสือที่หน้าใดหน้าหนึ่งก็ตาม เขาก็จะพบเนื้อหาจริงๆ

เอดัวโด ลิมา: พวกเขาจะรู้สึกได้ว่ามันเป็นหนังสือของจริง ไม่ใช่แค่ของที่มีปกคลุมทับปึกกระดาษแค่นั้น ตัวอย่างเช่น กระดาษตรงนั้น (ชี้ไปที่กระดาษที่มีข้อความว่า ‘ฉันต้องไม่โกหก’) เป็นข้อความที่แฮร์รี่เขียน

มิราฟอรา มินา: พวกเราขอให้แดเนียล แรดคลิฟฟ์ช่วย เพราะเขาเองก็ต้องเขียนข้อความในฉากภาพยนตร์อยู่แล้ว พวกเราต้องใช้ลายมือจริงของเขา ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไก่เขี่ยอยู่นะ (หัวเราะ)

แล้วตอนนั้น (ตอนเขียนข้อความ) เขาอายุเท่าไหร่เหรอ

มิราฟอรา มินา: น่าจะ 14 (หัวเราะ)

 

เกี่ยวกับการทำหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต

หนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต

หนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ต

เอดัวโด ลิมา: ของประกอบฉากที่พวกเราชอบกันมากๆ เลยคือหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตครับ มันสำคัญนะที่จะต้องบอกเรื่องราวต่างๆ พวกเรามีเดลี่พรอเฟ็ตที่แตกต่างกันไปในภาพยนตร์ทุกๆ ภาค มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกว่ามีเหตุการณ์อะไรกำลังเกิดขึ้น ในภาพยนตร์ 3 ภาคแรก เนื้อหาข่าวจะออกทางสนุกนะ แต่พอมาถึงภาค 5 เมื่อกระทรวงเวทมนตร์เข้ามาแทรกแซงเดลี่พรอเฟ็ต เนื้อหาข่าวมันจะดูจริงจังขึ้น

คุณคิดข่าวเองทั้งหมดเลยเหรอ

มิราฟอรา มินา: ใช่ค่ะ พาดหัวข่าวบางข่าวก็มีอยู่ในบทภาพยนตร์ แล้วพวกเราก็ดึงมาใช้ได้เลย แต่มันก็มีอยู่น้อยมาก เพราะแน่นอนล่ะว่าพวกเขาไม่สามารถใส่ทุกอย่างลงไปในบทภาพยนตร์ได้ พวกเราเลยต้องจัดการคิดส่วนที่เหลือเอาเอง ก็เหมือนกับที่พวกเราทำพวกหนังสือ พวกป้ายประกาศจับ และพวกประกาศกฤษฎีกาการศึกษานั่นล่ะ แผนกกราฟิกจัดการคิดข้อความทุกตัวอักษรขึ้นมาเองเลย

เอดัวโด ลิมา: พอมีพวกรูปภาพที่มันเคลื่อนไหวได้ พวกเราก็ต้องทำหนังสือพิมพ์ทั้งแบบฉบับมีภาพปลอม และอีกฉบับแบบมีกระดาษฉากเขียวเอาไว้

 

เกี่ยวกับร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์

สินค้าส่วนหนึ่งจากร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์

สินค้าส่วนหนึ่งจากร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์

มิราฟอรา มินา: สำหรับตัวร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์ในภาพยนตร์ภาค 6 ตอนพวกเราอ่านบทภาพยนตร์ พวกเราเหมือนอยู่ในสวรรค์เลยล่ะค่ะ เพราะว่าสำหรับนักออกแบบกราฟิกแล้ว การที่มีคนมาบอกคุณว่าคุณต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับร้านขายของเวทมนตร์ตลกที่ตัวร้านสูง 4 ชั้นโดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ… แบบว่าไม่มีกฎจริงๆ โยนทุกกฎทิ้งไปซะ น่าสนุกดีไหมล่ะ

งานออกแบบร่างแรกที่พวกเราทำออกมาค่อนข้างจะเป็นระเบียบเกินไป แล้วพวกเราถึงมานึกได้ว่า ของทุกอย่างจะต้องออกแบบมาจากฝีมือฝาแฝดวีสลีย์นี่ ไม่ใช่มาจากฝีมือพวกเรา ทีนี้พวกเราก็เลยมาคิดกันว่า “งั้นเด็กหนุ่มวัยรุ่น 2 คนนี้จะทำไงกันนะ ถ้าพวกเขาอยากเน้นขายของให้มากเท่าที่จะทำได้” พวกเขาคงจะพิมพ์ของแต่ละอย่างออกมาได้แย่มาก เร็วมาก เลือกจับคู่สีชนกันแบบผิดๆ และจัดการยัดสินค้าเข้าเต็มร้าน

พอคิดได้แบบนี้เราก็ออกแบบใหม่อีกครั้ง พวกเราใช้เวลากว่า 6 เดือนช่วยกัน 6 คน ออกแบบและทำสินค้าขึ้นมา ของบางอย่างที่คุณเห็นกันถือได้ว่าเป็นตัวเด่นทีเดียว และของส่วนอื่นๆ ก็อยู่แค่ตามฉากหลัง เช่น ตามผนัง ซึ่งพวกเราอยากจะสื่อให้ผู้ชมเห็นว่าร้านนี้ประสบความสำเร็จมาก และซื้อง่ายขายคล่องขนาดไหน

เอดัวโด ลิมา: แต่ก็อีกนั่นล่ะ ในหนังสือมีพูดถึงสินค้าอยู่แค่ 7 หรือ 10 อย่าง พวกเราเลยต้องคิดเพิ่มอีกสัก 90 อย่างมาเติมใส่ร้าน

มิราฟอรา มินา: พวกเรามีวันหลายวันที่ออกจะตลกกันอยู่นะ พวกเรานั่งประชุมกัน พวกเราไม่กี่คนร่วมกับนักตกแต่งฉากพยายามระดมความคิดกันเรื่องชื่อสินค้า ทุกสีหน้าจริงจังกันมากกับชื่อสินค้าที่พิลึกพิลั่นที่ค่อยๆโผล่ออกมาจากที่ประชุม บางครั้งพวกเราก็หยุดและคิดถึงสิ่งที่พวกเรากำลังทำ แต่พวกเราก็ไม่ได้อัดวีดีโอหรือถ่ายรูปอะไรไว้เลย มันก็เลยออกจะ…

เอดัวโด ลิมา: …น่าเสียดายเอาเรื่อง

มิราฟอรา มินา: แต่นั่นก็น่าจะเป็นฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งเลยนะที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ถึงแม้มันจะโผล่ออกมาในภาพยนตร์แค่ 1 นาทีครึ่งน่านะ ฉันคิดว่างั้น

เอดัวโด ลิมา: 1 นาที 17 วินาทีน่ะ

Show Comments

No Responses Yet

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.