รีมัส ลูปิน (Remus Lupin)

รีมัส ลูปิน เป็นอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดในปีที่สามของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ฮอกวอตส์ เขามีผมสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งมีสีเทาแซมอยู่ประปราย และมักจะสวมเสื้อคลุมเก่าๆ เขาเป็นคนใจดีและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักเรียน


เนื้อหาใหม่จาก เจ.เค.โรว์ลิ่ง

วันเกิด : 10 มีนาคม
ไม้กายสิทธิ์ : ไม้ไซเปรส, ขนยูนิคอร์น ยาวสิบเศษหนึ่งส่วนสี่นิ้ว ยืดหยุ่นได้
บ้านที่ฮอกวอตส์ : กริฟฟินดอร์
ความสามารถพิเศษ : มีพรสวรรค์อย่างมากในการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด, เป็นมนุษย์หมาป่า
ชาติกำเนิด : พ่อเป็นพ่อมด, แม่เป็นมักเกิ้ล
ชีวิตครอบครัว : ภรรยา คือ นิมฟาดอร่า ท็องส์, ลูกชาย คือ เอ็ดเวิร์ด รีมัส (เท็ดดี้) ลูปิน

พ่อแม่

รีมัส ลูปิน เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อมดชื่อ ไลอัล ลูปิน (Lyall Lupin) และภรรยามักเกิ้ลที่ชื่อ โฮป โฮเวลล์ (Hope Howell)

ไลอัล ลูปิน เป็นหนุ่มที่ฉลาดมาก แต่ค่อนข้างจะขี้อาย เมื่ออายุ 30 ปี เขากลายเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก จากผลงานเรื่อง การปรากฏตัวของวิญญาณที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งในที่นี้รวมถึงโพลเตอร์ไกสต์ บ็อกการ์ต และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดชนิดอื่นด้วย ขณะเดียวกันบางครั้งสิ่งที่มีรูปร่างและพฤติกรรมคล้ายวิญญาณ ก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง และยังคงมีอยู่อย่างลึกลับ แม้จะอยู่ในโลกของผู้วิเศษก็ตาม

ในการเดินทางเพื่อสืบเสาะหาข้อเท็จจริงในป่าทึบของเวลส์ ซึ่งคาดว่าเป็นที่ๆ มีบ็อกการ์ตชั่วร้ายเป็นพิเศษหลบซ่อนตัวอยู่ ไลอัลได้พบกับภรรยาในอนาคตของเขาโดยบังเอิญ โฮป โฮเวลล์ มักเกิ้ลสาวสวยซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานประกันภัยในคาร์ดิฟฟ์ เดินเล่นผ่านไปยังบริเวณที่เธอคิดว่าเป็นป่า มักเกิ้ลอาจจะสัมผัสได้ถึงบ็อกการ์ตและโพลเตอร์ไกสต์ และโฮปซึ่งเป็นคนช่างจินตนาการและอ่อนไหวง่าย รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจ้องมองเธออยู่จากกลางหมู่ไม้มืดทึบ ในที่สุด จินตนาการของเธอก็เลยเถิดไป เมื่อบ็อกการ์ตแกล้งเปลี่ยนรูปร่างเป็นชายร่างใหญ่ มองดูคล้ายปิศาจ ตรงเข้ามาขู่คำรามใส่เธออย่างรวดเร็วและน่ากลัว และยื่นมือทั้งสองข้างเข้าไปในความมืด ไลอัลได้ยินเสียงหวีดร้องของเธอ จึงวิ่งเต็มฝีเท้าผ่านดงไม้เข้าไป แล้วโบกไม้กายสิทธิ์เพียงครั้งเดียว บ็อกการ์ตตัวนั้นก็หดเหี่ยวย่นลงกลายเป็นเห็ดป่า ส่วนโฮปที่กำลังตื่นกลัวก็คิดด้วยความสับสนว่าเขาจู่โจมและขับไล่เธอเพราะบุกรุกที่เขา และคำแรกที่เขาพูดกับเธอก็คือ “ไม่เป็นไร มันก็แค่บ็อกการ์ต” ซึ่งทำให้เธอไม่ประทับใจเลย เมื่อสังเกตว่าเธอสวยแค่ไหน ไลอัลก็ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดว่าจะไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับบ็อกการ์ตอีก แต่แทนที่ด้วยการเห็นด้วยว่าชายคนที่เข้ามาจู่โจมเธอช่างใหญ่โตและน่ากลัว และสิ่งเดียวที่เขาทำเพื่อตัวเองอย่างมีไหวพริบก็คือ การไปส่งเธอที่บ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองเธอ

ทั้งสองต่างตกหลุมรักกันและกัน และแม้ว่าคำสารภาพอย่างน่าอับอายของไลอัลในหลายเดือนต่อมา ว่าโฮปไม่เคยตกอยู่ในอันตรายจริงๆ จะทำให้ความสนใจในตัวเขาของเธอลดน้อยลง แต่เพื่อให้ไลอัลดีใจ โฮปก็ตอบรับคำขอแต่งงานของเขา และมุ่งความสนใจของเธอไปที่การตระเตรียมงานแต่งงาน ซึ่งทำให้สมบูรณ์ด้วยเค้กแต่งงานที่มีบ็อกการ์ตอยู่บนยอด

ไลอัลและโฮปมีลูกชายคนแรกและคนเดียว คือ รีมัส ลูปิน ซึ่งเกิดในปีถัดมาหลังจากการแต่งงาน เขาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่สุขภาพแข็งแรง และมีความสุข เขาแสดงสัญญาณของการมี เวทมนตร์ตั้งแต่แรก และพ่อแม่ก็หวังว่าเด็กน้อยคนนี้จะเจริญรอยตามพ่อของเขา ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ทันเวลา

ถูกกัด

เมื่อรีมัสอายุ 4 ขวบ กิจกรรมของศาสตร์มืดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ในขณะที่มีคนเพียงส่วนน้อยจะรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของการโจมตีและสิ่งที่มองเห็น การก้าวขึ้นสู่อำนาจของลอร์ดโวลเดอมอร์ครั้งแรกคืบหน้าไปมาก และผู้เสพความตายก็เกณฑ์สมาชิกใหม่เป็นพวกสิ่งมีชีวิตฝ่ายมืดทุกประเภทเข้าร่วมในการโค่นล้มอำนาจของกระทรวงเวทมนตร์ ทางกระทรวงจึงเชิญผู้รอบรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตฝ่ายมืด -แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายน้อย อย่างเช่น บ็อกการ์ต และโพลเตอร์ไกสต์- เพื่อช่วยให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เข้าใจและยับยั้งการคุกคาม ไลอัล ลูปิน ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกร้องขอให้เข้าร่วมในกองออกระเบียบและควบคุมสัตว์วิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอย่างมีความสุข และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้เผชิญหน้ากับมนุษย์หมาป่า ชื่อ เฟนเรีย เกรย์แบ็ก ซึ่งถูกนำตัวมาสอบถามเกี่ยวกับการตายของเด็กมักเกิ้ลสองคน

สำนักงานลงทะเบียนมนุษย์หมาป่าดำรงอยู่อย่างไม่ค่อยดีนัก พวกมนุษย์หมาป่าต่างถูกชุมชนผู้วิเศษรังเกียจ นั่นทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะติดต่อกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกของตน จึงอยู่รวมกันตามที่พวกเขาเรียกว่า “ฝูง” และทำทุกทางเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงทะเบียน เกรย์แบ็กผู้ซึ่งกระทรวงไม่เคยรู้ว่าเป็นมนุษย์หมาป่าอ้างว่า เขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ามักเกิ้ลพเนจร ซึ่งประหลาดใจอย่างยิ่งที่พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยพ่อมดแม่มด และรู้สึกหวาดกลัวเมื่อพูดถึงการตายของเด็กน้อยที่น่าสงสาร

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่สกปรกของเกรย์แบ็กและการไม่มีไม้กายสิทธิ์ เพียงพอที่จะโน้มน้าวให้สมาชิกของคณะกรรมการสอบสวนสองคนที่ทำงานหนักมาก และไม่รู้อิโหน่อิเหน่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง แต่ไลอัล ลูปิน ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆ เขาจำได้แม่นยำถึงสัญญาณที่บ่งชี้รูปพรรณสัณฐานและพฤติกรรมของเกรย์แบ็ก จึงบอกพวกคณะกรรมการไปว่าเกรย์แบ็กควรจะถูกกักบริเวณจนถึงวันพระจันทร์เต็มดวงรอบถัดไป ซึ่งก็คือเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงถัดมาเท่านั้น

เกรย์แบ็กนั่งอยู่เงียบๆ ขณะที่ไลอัลถูกเพื่อนร่วมงานที่เป็นคณะกรรมการหัวเราะเยาะ (“ไลอัล คุณเพิ่งจะติดกับของบ็อกการ์ตแห่งเวลส์นะ นั่นเป็นสิ่งที่คุณถนัดนี่นา”) ไลอัลซึ่งปกติเป็นคนสุภาพรู้สึกโกรธมาก เขาอธิบายว่ามนุษย์หมาป่าเป็นปิศาจที่ไร้วิญญาณ และสมควรตาย คณะกรรมการสั่งให้เขาออกไปจากห้อง ส่วนประธานกรรมการก็ขอโทษขอโพยมักเกิ้ลพเนจร แล้วเกรย์แบ็กก็ถูกปล่อยตัวไป

พ่อมดซึ่งคุ้มกันเกรย์แบ็กออกมาจากการสอบสวน ตั้งใจว่าจะใช้คาถาล้างความทรงจำกับเขา เพราะลืมทำตอนอยู่ในกระทรวง แต่ก่อนที่จะมีโอกาสได้ทำเช่นนั้น เขากลับถูกเอาชนะโดยเกรย์แบ็กและผู้สมรู้ร่วมคิดอีกสองคน ซึ่งดักซุ่มโจมตีอยู่ตรงทางเข้า จากนั้นมนุษย์หมาป่าทั้งสามคนก็หนีไป

เกรย์แบ็กไม่เสียเวลาจะแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนๆ ว่าไลอัล ลูปิน พูดถึงพวกเขาว่าอย่างไร การแก้แค้นพวกพ่อมดที่คิดว่ามนุษย์หมาป่าสมควรตายเกิดขึ้นอย่างฉับไวและน่าหวาดกลัว

ในไม่ช้า ก่อนที่รีมัส ลูปินจะอายุครบ 5 ขวบ เขากำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง เฟนเรีย เกรย์แบ็ก ก็งัดหน้าต่างเข้ามาทำร้ายเขา ไลอัลเข้ามาถึงห้องนอนทันเวลาที่จะช่วยชีวิตลูกชาย และขับไล่เกรย์แบ็กออกไปจากบ้านด้วยคำสาปที่ทรงพลังจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม รีมัสก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์หมาป่าจากนี้ไป

ไลอัล ลูปิน ไม่เคยยกโทษให้ตัวเองสำหรับคำพูดของเขาที่พูดต่อหน้าเกรย์แบ็กในการสอบสวน “ปิศาจที่ไร้วิญญาณและสมควรตาย” เขากลับต้องเลียนแบบสิ่งที่เป็นมุมมองร่วมกันของมนุษย์หมาป่าในสังคมของเขาเอง แต่ลูกชายของเขาก็ยังเป็นอย่างที่เคยเป็นมาตลอด -น่ารักและเฉลียวฉลาด- ยกเว้นช่วงเวลาน่ากลัวในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมื่อรีมัสต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดอย่างมากในการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า และเป็นอันตรายต่อทุกคนรอบตัว เป็นเวลาหลายปีที่ไลอัลเก็บข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโจมตีรวมทั้งสถานะของผู้โจมตีไว้เป็นความลับจากลูกชายของเขา เพราะกลัวการแก้แค้นของรีมัส

วัยเด็ก

ไลอัลทำทุกอย่างที่เขาทำได้เพื่อค้นหาการเยียวยารักษา แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาหรือคาถาต่างๆ ก็ไม่สามารถช่วยลูกชายเขาได้ จากเวลานี้ไป การใช้ชีวิตของครอบครัวลูปินต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของความต้องการซ่อนสถานภาพของรีมัส พวกเขาย้ายครอบครัวจากหมู่บ้านไปอยู่ในเมือง และจะจากไปทันทีเมื่อเริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับพฤติกรรมประหลาดของเด็กชาย พ่อมดแม่มดที่เป็นเพื่อนฝูงต่างสังเกตว่ารีมัสผอมลงแค่ไหน เมื่อวันพระจันทร์เต็มดวงรอบใหม่มาถึง และยังไม่รวมถึงการหายตัวไปในทุกๆ เดือน รีมัสไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ เพราะเกรงว่าเขาจะเผลอบอกความจริงเกี่ยวกับสถานภาพของตัวเอง ดังนั้น แม้ว่าจะได้รับความรักจากพ่อแม่ แต่เขาก็ยังเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวเอามากๆ

ขณะที่รีมัสยังเล็ก การควบคุมเขาไว้ในที่จำกัดระหว่างการกลายร่างทำได้ไม่ยาก การให้อยู่ในห้องที่ปิดล็อกไว้และเต็มไปด้วยคาถาเงียบเสียง ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่เมื่อเขาโตขึ้น ในตอนที่อายุ 10 ขวบ ความที่เป็นมนุษย์หมาป่า ทำให้เขาสามารถทุบทำลายประตูและหน้าต่างออกเป็นเสี่ยงๆ จึงต้องใช้คาถาอันทรงพลังมากกว่าที่ผ่านมาเพื่อยับยั้งเขา ส่วนโฮปและไลอัลก็ผ่ายผอมลงด้วยความกังวลและความกลัว พวกเขารักลูกชายมาก แต่ก็รู้ดีว่าสังคมของพวกเขา ซึ่งกำลังถูกรุมเร้าด้วยความหวาดกลัวจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมศาสตร์มืดรอบตัวๆ จะไม่สงสารหรือเมตตาต่อมนุษย์หมาป่าที่ควบคุมไม่ได้ ความหวังที่ว่าจะมีสักครั้งสำหรับลูกชายของพวกเขาที่จะได้เข้าโรงเรียนดูคล้ายจะพังทลายลง ดังนั้น ไลอัลจึงให้การศึกษารีมัสอยู่ที่บ้าน

เมื่อรีมัสอายุ 11 ขวบ อัลบัส ดัมเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ก็มาเยี่ยมเยือนโดยไม่ได้รับเชิญอยู่ตรงหน้าธรณีประตูของบ้านลูปิน ด้วยความรู้สึกสับสนและหวาดหวั่น ไลอัลและโฮปจึงพยายามกั้นเขาไว้ที่ทางเข้า อย่างไรก็ตาม ห้านาทีต่อมา ดัมเบิลดอร์ก็มานั่งอยู่ข้างเตาผิง กินขนมครัมเป็ต และเล่มเกมก๊อบสโตนกับรีมัส

ดัมเบิลดอร์อธิบายให้ครอบครัวลูปินฟังว่า เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของพวกเขา เกรย์แบ็กเที่ยวโอ้อวดไปทั่วว่าตัวเองทำอะไรไว้ และดัมเบิลดอร์ก็มีสายลับอยู่ในหมู่สิ่งมีชีวิตฝ่ายมืดด้วย อย่างไรก็ตาม ดัมเบิลดอร์บอกครอบครัวลูปินว่าไม่มีเหตุผลว่าทำไมรีมัสจะไม่เข้าโรงเรียน และอธิบายถึงการเตรียมการที่เขาจะจัดให้กับเด็กชาย ให้มีสถานที่ที่ปลอดภัยในการกลายร่าง และเนื่องจากอคติที่มีอย่างแพร่หลายต่อมนุษย์หมาป่า ดัมเบิลดอร์เห็นด้วยว่าเพื่อผลประโยชน์ของรีมัส จึงไม่ควรเปิดเผยเรื่องสถานภาพของเขาออกไป เดือนละครั้งที่รีมัสจะถูกนำตัวไปไว้ในบ้านที่มีการรักษาความปลอดภัยและสะดวกสบาย ซึ่งอยู่ภายในหมู่บ้านฮอกส์มี้ด คุ้มกันด้วยคาถาจำนวนมากและไปถึงที่นั่นด้วยทางลับใต้ดินจากสนามของฮอกวอตส์เท่านั้น

ความตื่นเต้นของรีมัสอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยได้รู้มาก่อน เป็นความใฝ่ฝันในชีวิตของเขาเลยทีเดียวที่จะได้พบกับเด็กคนอื่นๆ และเป็นครั้งแรกที่เขาจะมีผองเพื่อนและมิตรสหาย

ที่โรงเรียน

เมื่อถูกคัดสรรเข้าสู่บ้านกริฟฟินดอร์ รีมัสก็เข้ากับเด็กชายสองคนซึ่งดูร่าเริงแจ่มใส มั่นใจในตัวเอง และหัวรั้นหน่อยๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือ เจมส์ พอตเตอร์ และ ซิเรียส แบล็ก พวกเขาถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยสัญชาตญาณเงียบของรีมัสที่มองเห็นถึงความตลกขบขันและความมีน้ำใจของทั้งสองคน แม้ว่าเขาทั้งสองคนจะไม่รู้ถึงสิ่งที่ตัวเองมีเลยก็ตาม รีมัสซึ่งมักจะยอมเพื่อนๆ อยู่เสมอ ยังใจดีกับปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ เด็กชายร่างเตี้ยและงุ่มง่าม เพื่อนร่วมบ้านกริฟฟินดอร์ ผู้ซึ่งเจมส์และซิเรียสคิดว่าไม่คู่ควรต่อความสนใจหากปราศจากการโน้มน้าวของรีมัส ในที่สุดทั้งสี่คนก็กลายมาเป็นคู่หูที่เป็นเงาของกันและกัน

รีมัสทำหน้าที่เป็นเหมือนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของกลุ่ม และบางครั้งก็อาจจะมีข้อผิดพลาด
เขาไม่เห็นด้วยในการกลั่นแกล้งเซเวอร์รัส สเนป แบบรุนแรง แต่เพราะรักเจมส์และซิเรียสมาก และรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพวกเขาที่ยอมรับตนเองเข้ากลุ่ม ทำให้เขาไม่เคยโต้แย้งเจมส์กับซิเรียสมากเท่าที่เขาคิดว่าควรจะทำ

และหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ในที่สุดเพื่อนทั้งสามของเขาก็สงสัยว่าทำไมรีมัสจึงหายตัวไปเดือนละครั้ง ด้วยความโดดเดี่ยวในวัยเด็กทำให้รีมัสแน่ใจว่าพวกเพื่อนๆ จะทอดทิ้งเขา หากรู้ว่าเขาเป็นมนุษย์หมาป่า รีมัสจึงสร้างเรื่องโกหกขึ้นอย่างประณีต เพื่ออธิบายถึงการหายตัวไปของตน แต่เจมส์กับซิเรียสก็เดาความจริงได้เมื่อตอนเรียนอยู่ปีสอง พวกเขาไม่เพียงยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิมกับรีมัส (ซึ่งทำให้รีมัสทั้งประหลาดใจและซาบซึ้งใจ) แต่ยังช่วยคิดหาวิธีอันชาญฉลาดที่จะช่วยบรรเทาความโดดเดี่ยวของรีมัสในแต่ละเดือน นอกจากนี้ยังตั้งฉายาให้เขาซึ่งใช้ตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียนว่า ‘จันทร์เจ้า’ รีมัสจบการศึกษาในตำแหน่งพรีเฟ็คของโรงเรียน

ภาคีนกฟีนิกซ์

เมื่อถึงเวลาที่สหายทั้งสี่จบการศึกษาจากโรงเรียน การขึ้นสู่อำนาจของลอร์ดโวลเดอมอร์ก็เกือบจะสมบูรณ์ การต่อต้านเขาอย่างจริงจังก็เข้มข้นขึ้นโดยองค์กรลับ ที่เรียกว่า ภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งเด็กหนุ่มทั้งสี่คนนี้ก็เข้าร่วมด้วย

การตายของเจมส์ พอตเตอร์ พร้อมด้วยลิลี่ ภรรยาของเขาด้วยน้ำมือของลอร์ดโวลเดอมอร์ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความบอบช้ำทางจิตใจมากที่สุดในชีวิตที่มีความยุ่งยากของรีมัส เพื่อนๆ ของเขามีความหมายต่อเขามากกว่าคนอื่นๆ เพราะเขายอมรับความจริงมานานแล้วว่าคนทั่วไปจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ และนั่นทำให้เขาไม่มีโอกาสที่จะแต่งงานหรือมีลูกได้เลย และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ภายใน 24 ชั่วโมงต่อมา เขาก็สูญเสียเพื่อนรักอีกสองคนไปด้วย รีมัสอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเพื่อปฏิบัติภารกิจให้กับภาคีนกฟีนิกซ์ เมื่อเขาได้รู้ข่าวร้ายว่าหนึ่งในเพื่อนรักของเขาฆ่าเพื่อนอีกคนหนึ่ง และขณะนี้อยู่ในคุกอัซคาบัน นั่นคือ ผู้ที่ทรยศต่อภาคีและต่อลิลี่กับเจมส์

การล่มสลายทางอำนาจของโวลเดอมอร์ แม้จะทำให้เกิดความยินดีปรีดาในสังคมผู้วิเศษ แต่ก็เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นความโดดเดี่ยวที่แผ่ขยายออกและความทุกข์ใจอันยาวนานของรีมัส เขาสูญเสียเพื่อนรักทั้งสามคน พร้อมด้วยการสลายตัวของภาคี เพื่อนๆ ในภาคีต่างก็กลับไปวุ่นวายอยู่กับครอบครัว ส่วนแม่ของรีมัสในตอนนั้นก็เสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่พ่อของเขา ไลอัล ลูปิน ก็ยินดีเสมอเมื่อได้พบลูกชาย แต่รีมัสกลับปฏิเสธที่จะทำให้ชีวิตอันสงบสุขของพ่อตกอยู่ในอันตราย หากเขากลับมาอยู่กับพ่อ

รีมัสจึงอยู่ด้วยการมีชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ ทำงานที่ห่างไกลกับระดับความสามารถของเขา และรู้เสมอว่าเขาจะต้องจากไปก่อนที่จะถูกเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นในช่วงเวลาที่ป่วยเดือนละครั้ง ซึ่งเกิดในวันพระจันทร์เต็มดวง

น้ำยาระงับหมาป่า (น้ำยาวูฟส์เบน)

พัฒนาการอย่างหนึ่งในสังคมผู้วิเศษทำให้รีมัสมีความหวัง คือ การค้นพบน้ำยาระงับหมาป่า ซึ่งไม่ได้ช่วยให้หยุดการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าอย่างที่เป็นเดือนละครั้ง แต่ช่วยจำกัดการกลายร่างให้กลายเป็นแค่หมาป่าธรรมดาที่เซื่องซึม ความหวาดกลัวที่ร้ายแรงที่สุดของรีมัสก็คือ เขาอาจจะฆ่าใครในขณะที่ขาดสติ รีมัสไม่มีโอกาสที่จะได้ชิมตัวอย่างน้ำยา หากไม่สารภาพว่าเขาเป็นอะไร ดังนั้น เขาจึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเดินทางต่อไปเรื่อยๆ

หวนคืนสู่ฮอกวอตส์

อัลบัส ดัมเบิลดอร์ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของรีมัส ลูปิน อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาแกะรอยรีมัสมายังกระท่อมพังๆ ที่เกือบจะร้างในยอร์คเชียร์ รีมัสยินดีที่ได้พบกับอาจารย์ใหญ่ แต่ก็แปลกใจเมื่อดัมเบิลดอร์เสนอตำแหน่งอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดให้เขา เขาถูกโน้มน้าวให้ตอบรับข้อเสนอ เมื่อดัมเบิลดอร์อธิบายว่าที่ฮอกวอตส์มีเครื่องปรุงยาสำหรับน้ำยาระงับหมาป่าอย่างไม่จำกัด และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปรุงโดยอาจารย์สอนวิชาปรุงยา เซเวอร์รัส สเนป

ที่ฮอกวอตส์ รีมัสเปิดเผยตัวตนให้เห็นถึงความสามารถของการเป็นครู ด้วยพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในวิชาที่เขาสอน พร้อมกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งในตัวนักเรียนของเขา เขาเป็นอย่างที่เป็นมาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงดูดผู้ที่มักตกเป็นเบี้ยล่าง รวมถึงเนวิลล์ ลองบัตท่อม กับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ต่างก็ได้รับผลดีจากความเฉลียวฉลาดและความใจดีมีเมตตาของเขา

อย่างไรก็ตาม รอยตำหนิเก่าๆ ในใจของรีมัสกำลังปฏิบัติงานบางอย่าง เขามีความคลางแคลงใจอย่างมากเกี่ยวกับหนึ่งในเพื่อนเก่าของเขา ซึ่งรู้กันว่าเป็นผู้หลบหนี แต่เขาไม่เคยเล่าความสงสัยนี้ให้ใครๆ ในฮอกวอตส์รู้ ความปรารถนาที่สิ้นหวังของเขายังคงอยู่และดูเหมือนจะหมายความว่าเขาทั้งไม่กล้าหาญและไม่ซื่อสัตย์อย่างที่ควรจะเป็น

สถานการณ์ไม่ดีหลายๆ อย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รีมัสเผชิญหน้ากับการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าในสนามของโรงเรียน ความไม่พอใจของเซเวอร์รัส สเนป ไม่เคยบรรเทาเบาบางลงไปด้วยความสุภาพเรียบร้อยของรีมัสที่มีในภายหลัง ซึ่งทำให้มั่นใจว่าจะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเป็นอะไร รีมัสตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องลาออกและจากฮอกวอตส์ไปอีกครั้งหนึ่ง

การแต่งงาน

เมื่อลอร์ดโวลเดอมอร์กลับมามีอำนาจอีกครั้ง กลุ่มเดิมที่เคยต่อต้านเขาก็รวมตัวกันใหม่ และรีมัสก็กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของภาคีนกฟีนิกซ์อีกครั้ง

ครั้งนี้สมาชิกของภาคียังรวมถึงมือปราบมารสาวคนหนึ่ง ซึ่งยังเด็กเกินไปที่จะเข้าร่วมกับภาคีในการต่อต้านครั้งแรก นั่นคือ นิมฟาดอร่า ท็องส์ ผู้ที่มีผมสีชมพูสด มีความฉลาดเฉลียว กล้าหาญ และสนุกสนาน เธอเป็นเด็กที่อยู่ในความอุปถัมน์ของอลาสเตอร์ ‘แม้ด-อาย’ มู้ดดี้ ซึ่งเป็นมือปราบมารที่ทรหดที่สุด และมีผมหงอกทั่วทั้งศีรษะ รีมัสผู้โดดเดี่ยวและเศร้าโศกอยู่เสมอ จึงมีอารมณ์ขันเป็นครั้งแรก จากนั้นก็รู้สึกประทับใจ ตามมาด้วยความรู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่งยวด ซึ่งมีสาเหตุมาจากแม่มดสาวน้อยผู้นี้ เขาไม่เคยตกหลุมรักมาก่อน หากมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติที่สถานการณ์สงบสุข รีมัสคงจะพาตัวเองออกไปอยู่ที่ใหม่และหางานใหม่ได้ และการทำแบบนั้นทำให้เขาไม่ต้องอดทนกับความเจ็บปวดจากการเฝ้ามองท็องส์มีความรักกับพ่อมดหนุ่มสักคนในสำนักงานมือปราบมาร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาหวังจะให้เกิดขึ้น แต่ขณะนั้นเป็นภาวะสงคราม ทั้งเขาและเธอยังมีความจำเป็นสำหรับภาคีนกฟีนิกซ์ และไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เขารู้สึกว่ามันเหมาะสมแล้วสำหรับที่ๆ เขาอยู่ตอนนี้ เก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้เป็นความลับ และแอบยินดีทุกครั้งที่ใครจับคู่ให้เขากับท็องส์ปฏิบัติภารกิจของภาคีด้วยกันในบางคืน

รีมัสไม่เคยคิดมาก่อนว่าท็องส์จะรู้สึกแบบเดียวกับเขา เพราะเขาเคยคิดว่าตัวเองมีมลทินและไร้ค่า หลังจากปีที่มิตรภาพอันอบอุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คืนหนึ่งขณะที่พวกเขาสองคนนอนซ่อนตัวอยู่นอกบ้านของผู้เสพความตายคนหนึ่ง ท็องส์ก็ออกความเห็นที่ค่อนข้างไร้สาระเกี่ยวกับสมาชิกคนหนึ่งของภาคี (“เขายังดูหล่ออยู่นะ ถึงจะออกมาจากอัซคาบันแล้วก็เถอะ”) ก่อนที่รีมัสจะหยุดยั้งตัวเองเอาไว้ได้ เขาก็ตอบอย่างขมขื่นว่า เขาเดาว่าเธอคงจะตกหลุมรักเพื่อนเก่าของเขาเข้าแล้ว (“เขาทำให้สาวๆ พอใจเสมอล่ะ”) และนี่ทำให้ท็องส์โกรธทันที เธอบอกเขาว่า “คุณน่าจะรู้ดีนะว่าฉันรักใคร ถ้าคุณไม่มัวแต่วุ่นวายอยู่กับความโศกเศร้าของตัวเองจนไม่สังเกตเห็น”

ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นทันทีของรีมัสก็คือความสุข ซึ่งเขาไม่เคยมีมาตลอดชีวิต แต่ความสุขนี้ก็ถูกทำลายลงในทันทีด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขารู้เสมอว่าตัวเองไม่สามารถแต่งงานได้ และเสี่ยงต่ออันตรายกับการส่งผ่านความเจ็บปวด ความน่าอับอายของตนเองให้กับคนรัก ดังนั้น เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจในสิ่งที่ท็องส์พูด แต่ก็ไม่สามารถหลอกให้เธอเชื่อได้ ด้วยความที่เธอฉลาดกว่ารีมัส เธอจึงมั่นใจว่าเขารักเธอ แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับมันเพราะความรู้สึกผิด อย่างไรก็ตาม จากนั้นมาเขาก็หลีกเลี่ยงการไปไหนมาไหนกับเธอ พูดคุยกับเธอน้อยลง และเริ่มเสนอตัวปฏิบัติภารกิจที่อันตรายมากๆ ท็องส์โศกเศร้าอย่างมาก เธอเชื่อว่าไม่เพียงแต่ชายคนที่เธอรักจะไม่เต็มใจใช้เวลาร่วมกับเธออีก แต่เขายังอาจจะเดินไปสู่ความตายมากกว่าจะยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

ทั้งรีมัสและท็องส์ต่อสู้กับลอร์ดโวลเดอมอร์และผู้เสพความตายในกองปริศนา ผลจากการต่อสู้เปิดเผยให้สาธารณชนรู้ถึงการกลับมาของโวลเดอมอร์ การสูญเสียเพื่อนสนิทคนสุดท้ายระหว่างการต่อสู้ไม่ได้ทำให้ทัศนคติในการทำร้ายตัวเองของรีมัสลดลงเลย ท็องส์ทำได้แค่เฝ้ามองอย่างสิ้นหวัง เมื่อเขาอาสาเข้าไปเป็นสายลับให้กับภาคี ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกมนุษย์หมาป่า เพื่อโน้มน้าวใจให้พวกเขามาอยู่ฝ่ายดัมเบิลดอร์ ในการกระทำเช่นนี้ เขาเปิดเผยตัวเองเพื่อจะแก้แค้นมนุษย์หมาป่าผู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล นั่นคือ เฟนเรีย เกรย์แบ็ก

รีมัสเผชิญหน้ากับทั้งเกรย์แบ็กและท็องส์ที่ฮอกวอตส์ในปีถัดมา เมื่อภาคีปะทะกับพวกผู้เสพความตายในปราสาท ระหว่างการต่อสู้ รีมัสสูญเสียคนที่เขารักอีกคนหนึ่ง คือ อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ดัมเบิลดอร์เป็นที่เคารพรักของสมาชิกทุกคนในภาคีนกฟีนิกซ์ แต่สำหรับรีมัส ดัมเบิลดอร์เป็นตัวแทนของความเอื้ออารี ความอดทนอดกลั้น และความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งเขาไม่เคยได้รับจากใครในโลกนี้ นอกเหนือจากพ่อแม่ของเขาและเพื่อนรักทั้งสามคน และดัมเบิลดอร์ยังเป็นเพียงคนเดียวที่เคยให้ตำแหน่งแห่งที่แก่เขาภายในสังคมผู้วิเศษนี้

ควันหลงจากการต่อสู้อันดุเดือดนี้ ทำให้ท็องส์เกิดความกล้าหาญ เพราะแรงบันดาลใจจากการประท้วงของเฟลอร์ เดอลากูร์ สำหรับความรักที่ยั่งยืนซึ่งเธอมีให้กับบิล วีสลีย์ ผู้ที่ถูกเกรย์แบ็กทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ท็องส์จึงประกาศต่อหน้าคนอื่นๆ ถึงความรู้สึกที่เธอมีต่อรีมัส ผู้ซึ่งถูกบังคับให้ยอมรับถึงพลังความรักที่เขามีต่อเธอ ทั้งๆ ที่เขาหวั่นวิตกเรื่อยมาว่าตนเองทำในสิ่งที่เห็นแก่ตัว แต่รีมัสก็แต่งงานกับท็องส์ ซึ่งจัดงานอย่างเงียบๆ ในตอนเหนือของสกอตแลนด์ ต่อหน้าพยานซึ่งเลือกมาจากโรงแรมพ่อมดขนาดเล็กแห่งหนึ่งในท้องถิ่น เขายังคงหวาดหวั่นเรื่อยมาว่ารอยมลทินที่ติดตัวเขาจะแพร่เชื้อไปยังภรรยา และหวังว่าจะไม่มีการป่าวประกาศให้ใครรู้ถึงการจับคู่ของพวกเขา เขาอยู่ระหว่างความรู้สึกสองขั้วคือ ความปิติยินดีที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงในฝัน กับความหวาดกลัวในสิ่งที่เขาจะนำมาสู่พวกเขาทั้งคู่

ความเป็นพ่อแม่

ภายในสองสามสัปดาห์หลังการแต่งงาน รีมัสก็รู้ว่าท็องส์ตั้งท้อง และทุกๆ ความหวาดหวั่นที่เขาเคยรู้สึกก็ปรากฏขึ้นมา เขาแน่ใจว่าเขาได้ส่งผ่านสภาพที่ตนเองเป็นให้กับเด็กน้อยไร้เดียงสา และเขายังทำให้ท็องส์มีชีวิตเหมือนแม่ของเขาเอง ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถตั้งรกรากอยู่ที่ไหนได้ ต้องหลบซ่อนลูกชายที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้พ้นจากสายตาของผู้คน ด้วยความเสียใจอย่างใหญ่หลวงและการกล่าวโทษตัวเอง รีมัสจึงหนีไปจากท็องส์ที่กำลังตั้งท้อง เพื่อออกตามหาแฮร์รี่และเสนอตัวร่วมเดินทางไปกับเขาด้วยทุกที่ แม้ว่าจะมีการผจญภัยที่ท้าทายความตายรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม

รีมัสทั้งตกใจและไม่พอใจ เมื่อแฮร์รี่ เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี ไม่เพียงปฏิเสธข้อเสนอของเขา แต่ยังโกรธและดูถูกดูแคลนเขาด้วย แฮร์รี่บอกกับอดีตอาจารย์ของตนว่าการกระทำของรีมัสนั้น เห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบ รีมัสโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงซึ่งไม่ใช่วิสัยปกติของเขา เขาออกไปจากบ้านอย่างโกรธเคือง ไปหลบอยู่ในมุมหนึ่งของร้านหม้อใหญ่รั่ว เพื่อนั่งดื่มด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านด้วยความโกรธ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คิดไตร่ตรองอยู่สองสามชั่วโมง รีมัสก็ถูกบังคับให้ยอมรับว่านักเรียนเก่าของเขาได้สอนบทเรียนที่ล้ำค่าให้แก่เขาเอง รีมัสตระหนักได้ว่าเจมส์และลิลี่ปกป้องแฮร์รี่จนตัวตาย พ่อแม่ของเขาเองคือไลอัลและโฮปก็ยอมสละความสุขสงบและความปลอดภัยของพวกเขา เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน รีมัสจึงออกจากที่พักในโรงแรมเล็กๆ ด้วยความขมขื่นใจและอับอาย เพื่อกลับไปหาภรรยาของเขา ซึ่งเขาขอร้องให้เธอยกโทษให้ และรับประกันให้เธอมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่ทอดทิ้งเธอไปอีก ในช่วงที่ท็องส์ตั้งท้อง รีมัสก็งดปฏิบัติภารกิจของภาคีนกฟีนิกซ์ และทำสิ่งที่สำคัญอันดับแรก คือ การปกป้องภรรยาและลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก

ลูกชายของตระกูลลูปิน คือ เอ็ดเวิร์ด รีมัส (‘เท็ดดี้’) ถูกตั้งชื่อตามชื่อพ่อตาของรีมัส ทั้งพ่อและแม่ต่างโล่งใจและยินดี เมื่อเด็กชายไม่แสดงสัญญาณการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าเมื่อแรกเกิด แต่กลับได้รับมรดกความสามารถพิเศษจากแม่ นั่นคือ การเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจนึก คืนที่เท็ดดี้คลอด รีมัสละจากท็องส์และลูกชายมาชั่วครู่ และฝากพวกเขาไว้ให้แม่ยายดูแล เพื่อตามหาแฮร์รี่เป็นครั้งแรก หลังจากการเผชิญหน้าที่ขุ่นเคืองในครั้งก่อน เขาขอร้องให้แฮร์รี่เป็นพ่อบุญธรรมของเท็ดดี้ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดและความรู้สึกขอบคุณต่อผู้ที่ส่งเขากลับบ้านเพื่อไปหาครอบครัว ซึ่งทำให้เขามีความสุขที่สุด

การตาย

ทั้งรีมัสและท็องส์กลับมาที่ฮอกวอตส์อีกครั้งในสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อต่อต้านโวลเดอมอร์ ปล่อยให้ลูกชายเล็กๆ ของพวกเขาอยู่ในความดูแลของคุณยาย สองสามีภรรยารู้ว่า หากโวลเดอมอร์ชนะในสงครามครั้งนี้ ครอบครัวของพวกเขาจะต้องถูกกำจัดอย่างแน่นอน ทั้งในฐานะที่เป็นสมาชิกภาคีนกฟีนิกซ์ ทั้งในฐานะที่ท็องส์เป็นหญิงสาวที่น่าตำหนิในสายตาของ เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ ผู้เสพความตายที่มีศักดิ์เป็นป้าของเธอ และในฐานะที่ลูกชายของพวกเขาเป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพวกเลือดบริสุทธิ์ ด้วยความที่มีเชื้อสายของมักเกิ้ลผสมกับมนุษย์หมาป่า

หลังจากรอดชีวิตจากการเผชิญหน้ากับผู้เสพความตายหลายคน และต่อสู้ด้วยความชำนาญและความกล้าหาญ แม้แต่ในสถานการณ์คับขันที่มีคู่ต่อสู้ฝีมือใกล้เคียงกัน รีมัส ลูปิน ก็พบจุดจบด้วยฝีมือ แอนโทนิน โดโลฮอฟ หนึ่งในผู้เสพความตายที่ซื่อสัตย์และรับใช้โวลเดอมอร์มายาวนาน และเป็นคนที่มีความสุขในการทรมานผู้อื่น รีมัสไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องต่อสู้มานานแล้ว ขณะที่เขาเร่งรุดมาเข้าร่วมรบครั้งนี้ การที่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ มาหลายเดือน โดยใช้คาถาส่วนใหญ่สำหรับการหลบซ่อนและป้องกันภัย ทำให้ความสามารถในการดวลคาถาของเขาไม่แหลมคมเหมือนเก่า และเมื่อเขาเคลื่อนไหวเพื่อสู้กับโดโลฮอฟ ซึ่งกำลังต่อสู้อย่างดุดันหลังจากที่ได้ฆ่าคู่ต่อสู้และทำให้บาดเจ็บสาหัสมาหลายต่อหลายเดือน การตอบสนองของรีมัสจึงค่อนข้างช้า

รีมัส ลูปิน ได้รับเหรียญตราเมอร์ลินชั้นหนึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว และเป็นมนุษย์หมาป่าคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้ แบบอย่างของการดำเนินชีวิตและการตายของเขาทำให้ยกระดับรอยด่างของพวกมนุษย์หมาป่าขึ้นอย่างมาก ใครที่รู้จักเขาจะจดจำได้เสมอถึงชายที่กล้าหาญและเอื้ออารี ผู้ซึ่งทำดีที่สุดที่สามารถทำได้ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก และผู้ที่ช่วยเหลือคนมามากมายเกินกว่าเขาจะตระหนักได้

 

แนวคิดของเจ.เค.โรว์ลิ่ง

รีมัส ลูปิน เป็นหนึ่งในตัวละครโปรดของฉันจากหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉันเพิ่งหยุดร้องไห้อีกครั้งขณะที่เขียนบันทึกนี้ เพราะฉันเกลียดที่จะต้องฆ่าเขา

สถานภาพของลูปินในการกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า เป็นการเปรียบเทียบถึงผู้ที่มีความเจ็บป่วย ซึ่งต้องแบกรับความอัปยศอดสูหรือรอยมลทินเอาไว้ เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคเอดส์ ความเชื่อในทางที่ผิดทุกรูปแบบดูเหมือนจะรวมสถานภาพทางเลือดเอาไว้ด้วย เนื่องจากข้อห้ามต่างๆ รวมถึงสถานภาพทางเลือด สังคมผู้วิเศษก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความหวาดผวาและอคติเหมือนสังคมของมักเกิ้ล และบุคลิกลักษณะของลูปินก็ทำให้ฉันมีโอกาสจะทดสอบทัศนคติเหล่านั้น

ผู้พิทักษ์ของรีมัสไม่เคยถูกเปิดเผยในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์เลย แม้ว่าเขาจะเป็นคนสอนแฮร์รี่เกี่ยวกับศิลปะอันพิเศษและยากยิ่งในการสร้างผู้พิทักษ์ก็ตาม ที่จริงแล้ว ผู้พิทักษ์ของเขาก็คือ หมาป่าที่เป็นหมาป่าธรรมดาๆ ไม่ใช่มนุษย์หมาป่า หมาป่าเป็นสัตว์ที่รักครอบครัวและไม่ก้าวร้าว แต่รีมัสไม่ชอบรูปร่างผู้พิทักษ์ของเขา ซึ่งเตือนให้ระลึกถึงความเจ็บป่วยของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างที่คล้ายคลึงกับมนุษย์หมาป่าทำให้เขารังเกียจ และเขามักจะสร้างผู้พิทักษ์ที่ไม่มีรูปร่างขึ้นมาอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะเวลาที่ใครๆ กำลังจับตาดูอยู่


ต้นฉบับภาษาอังกฤษ: https://www.pottermore.com/writing-by-jk-rowling/remus-lupin

Show Comments

5 Comments

  1. song 20/07/2014
    • A.T.Riddle 22/07/2014
  2. Arissa Chipasee 02/08/2014
  3. Tatar Wannakarn 10/10/2017
  4. Ninaki 27/08/2018

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.