คำอุทิศแด่อลัน ริคแมน จากฌอน บิ๊กเกอร์สตาฟฟ์

ฌอน บิ๊กเกอร์สตาฟฟ์ (Sean Biggerstaff) นักแสดงเจ้าของบทบาทโอลิเวอร์ วู้ด ในภาพยนตร์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เขียนข้อความไว้อาลัยแด่อลัน ริคแมน ผ่านทาง Twitlonger ของเขา ในคืนวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่อลันเสียชีวิตลงด้วยวัย 69 ปีจากโรคมะเร็ง

อนึ่งฌอนเคยได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของเขาชื่อเรื่อง The Winter Guest ซึ่งเป็นภาพยนตร์ฝีมือการกำกับครั้งแรกของอลัน ริคแมนด้วย

bade6f7c160b27e79f4c14718369a312

In 1994 I, an 11-year-old idiot, walked into a rehearsal room in the Old Athenaeum in Glasgow and was welcomed by the fucking Sheriff of Nottingham in a voice which made the room tremble. We sat down and my audition started, reading straight off the page dialogue so unavoidably brilliant that all you needed to do was read it straight off the page.

ในปี 1994 ตัวผม เด็กโง่ๆ เปิ่นๆ วัย 11 ปี เดินเข้าไปในห้องฝึกซ้อมที่โอลด์อธีเนียม (*เป็นโรงละครเก่าแก่แห่งหนึ่ง) ในเมืองกลาสโกว์ และได้รับคำพูดต้อนรับจากนายอำเภอเมืองนอตติ้งแอม (*เป็นบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Robin Hood: Prince of Thieves ที่อลันเคยเล่น) ในน้ำเสียงที่ทำเอาห้องสั่นสะเทือนได้ พวกเรานั่งลง และการออดิชั่นของผมก็เริ่มต้นขึ้น กับการอ่านบทพูดทั้งหน้าทันทีแบบหลบเลี่ยงเสียไม่ได้ นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำก็มีแค่อ่านมันไปทั้งหน้าเดี๋ยวนั้นเลย

I did not get the part.

แล้วผมก็ไม่ได้บทหรอก

I was too young.

ผมยังเด็กไป

I did, however, receive a long, hand-written letter from Joyce Nettles, the casting director, thanking me for auditioning and expressing regret that it hadn’t worked out. The only time this has ever happened. I think Alan may have had something to do with that.

แต่ทว่าผมได้จดหมายที่เขียนมาเสียยาวเหยียดด้วยลายมือของจอยซ์ เน็ตเทิลส์ ผู้กำกับฝ่ายคัดตัวนักแสดงกลับมา ใจความในนั้นแค่จะบอกว่าขอบคุณที่ผมมาออดิชั่น และขอแสดงความเสียใจด้วยที่ไม่ผ่านการคัดเลือก นี่เป็นแค่หนเดียวที่เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้น ซึ่งผมก็คิดเอาเองด้วยว่าอลันอาจเข้ามาเอี่ยวด้วยก็เป็นได้

Two years later he was back, looking to cast the same parts in the film version of the same play. Now I was not too young and in the Winter of 1996 I spent two months (off school!) in the beautiful East Neuk of Fife, making a goddamn movie directed by Alan Rickman, written by Sharman MacDonald starring Emma Thompson, shot by Seamus McGarvey etc etc etc, working with all manner of brilliant people, some of whom are close friends and occasionally colleagues to this day. Just sickeningly lucky.

แล้วสองปีต่อมาเขาก็กลับมาอีก มามองหาคัดใครสักคนให้มารับบทเดิมในเวอร์ชั่นหนังของบทละครเดียวกันนี้ ตอนนี้ล่ะ ผมไม่เด็กเกินไปแล้ว ในช่วงฤดูหนาวปี 1996 ผมพักการเรียนไป 2 เดือน! ไปอยู่ย่านอีสต์นู้กในเมืองไฟฟ์ที่สวยงาม เพื่อถ่ายทำหนังที่โคตรสุดยอดซึ่งกำกับโดยอลัน ริคแมน เขียนบทโดยชาร์แมน แมกโดนัลด์ นำแสดงโดยเอ็มม่า ธอมป์สัน ถ่ายทำโดยเชมัส แม็กการ์วีย์ และอีกนับไม่ถ้วน การได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่เจ๋งเป้งหลากหลายขนาดนี้ ซึ่งบางคนต่อมาก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ไม่ก็เพื่อนร่วมงานที่เจอกันบ้างเป็นครั้งคราวจนถึงทุกวันนี้ ถือว่าโคตรโชคดีชิบ

When I left school and wanted to try and do this sort of thing for a living, Alan arranged a meeting with his agent.

ตอนผมเรียนจบจากโรงเรียนและอยากลองทำงานอะไรทำนองนี้เป็นอาชีพ อลันก็ช่วยจัดการให้ผมพบกับเอเจนต์ของเขา

The first audition that agent got me was for Harry Potter.

ออดิชั่นแรกที่เอเจนต์หามาให้ผมได้ก็คือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์

When I arrived at Leavesden Studios for the first time and met David Heyman for the first time, he told me he’d just had a call from Alan telling him how wonderful I was and that he’d be mad not to hire me. He hired me.

ตอนผมไปถึงสตูดิโอลีฟส์เดนและพบกับเดวิด เฮย์แมนครั้งแรก เขาบอกผมว่าเขาเพิ่งคุยโทรศัพท์กับอลันมา แล้วอลันก็บอกเขาว่าผมน่ะเยี่ยมยอดขนาดไหน และว่าเขาต้องไม่เต็มเต็งแน่ถ้าไม่จ้างผม นั่นล่ะแล้วเขาก็จ้างผมเล่นหนัง

When we got on set, (That set. That fucking glorious world of Jo Rowling’s mind brought to life so that we could walk around in it and touch it and be part of showing it to the entire world.) Alan introduced me to practically every great British actor I’d ever heard of. Telling them, “this is my boy.”

ตอนพวกเราอยู่ที่กองถ่าย (ฉากนั่น โลกที่สุดแสนจะโคตรวิเศษจากมันสมองของโจ โรว์ลิ่ง มันมีขึ้นมาจริงๆ พวกเราสามารถเดินไปรอบๆ แตะต้องมัน และมีส่วนในการแสดงให้ทั้งโลกได้เห็น) อลันแนะนำผมกับนักแสดงชั้นนำของอังกฤษแทบทุกคนที่ผมเคยได้ยินชื่อ และบอกพวกเขาว่า ‘นี่ลูกชายผม’

When I told him how much I’d enjoyed the production of Private Lives he was in, he invited me and my best mate to New York to stay with him for a weekend and see it again. He booked shows for us to see every night, he took us on boat rides, he showed us the Big Apple.

ตอนผมบอกเขาว่าผมชื่นชอบโปรดักชั่นของเรื่องไพรเวตไลฟ์สที่เขาร่วมแสดงมากขนาดไหน เขาก็เชิญผมและเพื่อนสนิทของผมไปนิวยอร์ก ไปอยู่กับเขาช่วงสุดสัปดาห์และดูการแสดงละครเรื่องที่ว่าอีกครั้ง เขาจองรอบการแสดงต่างๆให้พวกเราได้ดูทุกคืน เขาพาพวกเราไปนั่งเรือและก็นำเที่ยวนิวยอร์กด้วย

When my friend Donny wrote a play that he wanted me to be in, I sent it to Alan, hoping for some advice on where we might get it put on. He received it when he was stepping on a plane. When he landed he emailed me back, having read the whole thing and loved it. Two days later we received a printed copy of the play with mountains of suggested edits, cuts and thoughts scrawled across it in his handwriting, and a two page letter with praise for Donny and advice on who to take it to.

ตอนเพื่อนของผม ดอนนี่ เขียนบทละครและอยากให้ผมเล่น ผมส่งบทไปให้อลันดู หวังว่าจะได้ข้อแนะนำบ้างว่าเราจะพอเอามันไปแสดงที่ไหนได้ เขาได้รับบทตอนกำลังขึ้นเครื่องบิน แล้วพอเขาลงจากเครื่องมา เขาก็อีเมลกลับมาหาผมว่าเขาได้อ่านทั้งหมดแล้วนะและรักมันเลย สองวันให้หลังพวกเราได้รับสำเนาบทละครกลับมาพร้อมกับคำแนะนำที่เขาช่วยแก้ไข ตัดทอน และแสดงความคิดเขียนมายั้วเยี้ยเต็มไปหมดด้วยลายมือของเขา กับจดหมายอีก 2 หน้าที่เขียนมาชมดอนนี่และให้คำแนะนำว่าควรเอาบทไปเสนอให้ใครต่อ

He did the same for the next four drafts. This. Never. Stopped. In twenty years, all my experience of Alan was like this. He’d be on a mad press trip round the world, having just finished a broadway show and be about to start shooting a film – with several other projects as an actor, director, writer, board member, mentor bubbling away in the background – and if I needed anything he would immediately spend hours of his time helping me. AND, amazingly, I know of at least a dozen other people who had this same relationship with him. He was our fairy Godfather. He was the whisper in the right ear at the right time. He was the reassuring message when he sensed, always correctly, that we needed it most. He was new head shots or carpets or travel money when times were tough. How he found the time, let alone the will for all this is a mystery to me. He was the most generous, wise, supportive, talented, charismatic, empathetic person I think I’ve ever known.

เขาทำอย่างเดียวกันนี้กับงานร่างอีก 4 ชิ้นต่อมา ทำแบบนี้ไม่เคยหยุด ตลอดช่วงเวลา 20 ปี เหตุการณ์ในชีวิตของผมที่เกี่ยวโยงกับอลันเป็นมาในลักษณะนี้ เขาอยู่ในช่วงเดินทางตะลอนออกสื่ออย่างบ้าคลั่งไปรอบโลก รวมถึงเพิ่งเสร็จสิ้นกับการแสดงละครบรอดเวย์ และกำลังจะเริ่มถ่ายทำหนัง กับโปรเจกต์อีกมากมายในฐานะนักแสดง ผู้กำกับ นักเขียน สมาชิกบอร์ดกรรมการ ที่ปรึกษา ซึ่งทุกอย่างรวมกันเป็นฉากหลังตัวตนของเขา ในเวลาที่ถ้าผมต้องการอะไรสักอย่าง เขาก็จะใช้เวลาหลายชั่วโมงของเขาช่วยผมทันที และที่น่าทึ่งสุดๆ เลยก็คือผมรู้ว่ามีคนอื่นอีกอย่างน้อยก็ 12 คนล่ะที่มีความสัมพันธ์เชิงเดียวกันนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน เขาเป็นพ่อทูนหัวที่แสนดีของพวกเรา เขาเป็นเหมือนเสียงกระซิบในหูขวาในช่วงเวลาที่ใช่ เขาเป็นเหมือนข้อความคลายกังวลเมื่อเขารับรู้ (ซึ่งถูกเสมอ) ได้ว่าพวกเราต้องการกำลังใจอย่างที่สุด เขาเป็นตัวพ่อคนใหม่ เป็นพรมปูทาง เป็นเงินสำหรับเดินทางในช่วงเวลาอันขัดสน เขาหาเวลาไปได้ยังไงกัน นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่าความมุ่งมั่นตั้งใจทั้งหมดนี่อีก ที่ออกจะเป็นเรื่องลึกลับสำหรับผม เขาเป็นคนใจกว้าง หลักแหลม ช่างสนับสนุน มีพรสวรรค์ มีเสน่ห์ เข้าอกเข้าใจผู้อื่นดีเป็นที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมคิดว่าผมเคยได้รู้จักมา

The last time I saw Alan he had, unbeknownst to me, been in hospital for the previous ten days. He got out that morning…and kept our theatre date. In a strange way I’m glad of that frightening episode, as it made me realise that even he was a mortal of flesh and blood and a certain age and he might not always be there. That evening when we parted, I hugged him and told him I loved him and I’m very glad of that now.

ครั้งสุดท้ายที่ผมพบอลัน โดยที่ตัวผมไม่รู้เลย เขาอยู่ที่โรงพยาบาลมาก่อนแล้ว 10 วัน เขาเพิ่งออกจากโรงพยาบาลในเช้านั้น…แล้วนัดกันเรื่องวันแสดงของพวกเรา มันออกจะดูแปลกอยู่นะที่ผมรู้สึกขอบคุณช่วงเวลาสั้นๆที่น่าหวั่นใจเช่นนั้น เพราะมันทำให้ผมตระหนักได้ว่า แม้แต่เขาก็เป็นมนุษย์มนาคนหนึ่ง ที่มีเลือดเนื้อ มีอายุขัยที่จำกัด ซึ่งสักวันหนึ่งเขาเองก็ไม่อาจจะอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป เย็นวันนั้นตอนพวกเราแยกจากกัน ผมกอดเขาและบอกเขาว่าผมรักเขา ตอนนี้ผมดีใจเหลือเกินที่ผมได้ทำอย่างนั้น

On monday morning I will start rehearsals for a new play. It will be the first time since I was thirteen years old that I have engaged in such a project without being able to call on Alan for advice and support and I am utterly terrified. I can only hope that enough has rubbed off that I’ll be able to take it from here. I’m honestly not so sure…

เช้าวันจันทร์นี้ ผมจะเริ่มฝึกซ้อมบทละครเรื่องใหม่ มันจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผมอายุ 13 ที่ผมจะต้องทำงานในโปรเจกต์แบบนี้โดยที่ไม่สามารถไปหาอลันเพื่อขอคำแนะนำหรือการสนับสนุนได้อีก ผมหวั่นใจเหลือเกิน ผมได้แต่เพียงหวังว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป และผมจะสามารถยอมรับมันได้ต่อจากนี้ แต่ว่ากันตามจริงผมเองก็ไม่ค่อยมั่นใจนักหรอก…

Goodnight, Alan. I will miss you every day.

ราตรีสวัสดิ์นะครับ อลัน แล้วผมจะคิดถึงคุณทุกวันเลย

 

ภาพจาก http://alan-and-rima.tumblr.com

Show Comments

No Responses Yet

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.