“การเลือก” ต่างหากที่บอกว่าเราเป็นใคร: บทเรียนสำคัญจากโลกเวทมนตร์

"การเลือก" ต่างหากที่บอกว่าเราเป็นใคร: บทเรียนสำคัญจากโลกเวทมนตร์

“การเลือกของเราเองนั่นแหละ แฮร์รี่ ที่จะแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเราเป็นคนอย่างไร ยิ่งไปเสียกว่าความสามารถของเรามากนัก”

– อัลบัส ดัมเบิลดอร์ (แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ บ.18)

สิ่งหนึ่งที่ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์แฮร์รี่ พอตเตอร์ สร้างตัวละครขึ้นมาอย่างประณีตและระมัดระวังให้เป็นแบบอย่างและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และตั้งใจให้เห็นถึง “การเลือก” ของตัวละคร มีผลสำคัญกว่า “ปูมหลังหรือชะตากรรมที่ตัวละครเผชิญ” การเติบโตของทอม ริดเดิ้ล จนกลายมาเป็นลอร์ดโวลเดอมอร์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากปมชีวิตวัยเด็ก แต่เกิดจากการเลือกด้วยตัวเขาเองที่จะเป็นไป

ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ ทอม ริดเดิ้ล บอกว่าเขาและแฮร์รี่มีความเหมือนกันมากกว่าที่แฮร์รี่คิด แต่ดัมเบิลดอร์ดึงสติให้แฮร์รี่ได้เห็นข้อเท็จจริงว่า มันไม่สำคัญเลยว่าเขาจะมีอะไรเหมือนและเชื่อมโยงกับโวลเดอมอร์แค่ไหน สิ่งสำคัญคือการเลือกจะเป็นของเขาและโวลเดอมอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แก่นของวรรณกรรมเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ความรักของแม่ที่ทรงพลัง แต่หมายถึงการรักตนเองและเลือกในสิ่งที่ตนเองต้องการจะเป็นด้วยตัวเอง ด้วยความรักที่ตนเองมีต่อตัวเอง ชาติกำเนิด สายเลือด พรสวรรค์ ไม่ใช่ตัวกำหนดทิศทางของชีวิต การเลือกต่างหากที่กำหนดชีวิตเรา ด้วยตัวเราเอง และวรรณกรรมไม่ได้เล่าเรื่องราวสนับสนุนให้นักอ่านกลายมาเป็นโวลเดอมอร์อีกคน แต่อุ้มชูการเลือกของแฮร์รี่ การเลือกที่จะปกป้องผู้อื่น การยืนอยู่บนความดีอย่างไม่ไหวเอน เหนืออื่นใดคือการมีคนที่พร้อมช่วยเหลือและดึงให้เรากลับมาในจุดที่เห็นคุณค่าและความรักที่ได้จากการมีเราอยู่ในชีวิต

หากคุณกำลังอ่านบทความนี้และรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกไร้หนทาง: โทรสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 1323 (ฟรี ตลอด 24 ชม.) หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Ooca ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ไม่มีอะไรที่หนักเกินกว่าจะพูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน โดยเฉพาะการพูดคุยกับคนที่พร้อมรับฟังคุณอย่างผู้เชี่ยวชาญ

แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับโวลเดอมอร์: จุดเริ่มต้นเหมือนกัน แต่ปลายทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตโดยไม่มีพ่อแม่คอยรัก ทั้งคู่เชื่อมโยงกันผ่านสายเลือดของตระกูลเพฟเวอเรลล์มากกว่าที่พวกเขารู้ การพูดภาษาพาร์เซลได้เหมือนกัน การเป็นพ่อมดที่ไม่ได้มาจากเลือดบริสุทธิ์เหมือนกัน เติบโตมาในสังคมที่ไม่ต้อนรับเขาทั้งคู่ แฮร์รี่ที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ต้องการเขาน้อยที่สุด และโวลเดอมอร์โตมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทั้งคู่โดดเดี่ยวในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน แม้แต่หมวกคัดสรรยังยอมรับว่าแฮร์รี่มีคุณสมบัติที่เหมาะกับสลิธีรินไม่น้อยไปกว่ากริฟฟินดอร์ และเขาจะไปได้สวยที่บ้านสลิธีริน

“การเลือก” ที่ชัดเจนที่สุดของแฮร์รี่ที่ต่างไปจากโวลเดอมอร์ คือการที่เขาเลือกที่จะไม่ไปอยู่บ้านสลิธีรินตามคำหว่านล้อมของหมวกคัดสรร มันไม่ใช่ว่าแฮร์รี่เป็นตัวละครที่เกิดมาเป็นตัวแทนของความดีงามเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ แต่เพราะเขาเลือกที่จะไม่เติบโตไปเป็นคนไม่ดี

ทอม ริดเดิ้ล เลือกเอาความตายของคนอื่นมาทำให้ตัวเองเป็นอมตะ ในขณะที่แฮร์รี่เลือกแลกชีวิตของตัวเองเพื่อหวังจะปกป้องคนอื่น ๆ ที่เขารักให้ปลอดภัย

เท้าปุยและหางหนอน: มิตรภาพและทางเลือกจากความกลัวที่แตกต่าง

เท้าปุย หรือซิเรียส แบล็ก เลือกเอาชีวิตตัวเองเข้าปกป้องเพื่อนรักและภรรยาของเพื่อน เขาเสนอตัวเพื่อเป็น “ผู้รักษาความลับ” เป็นตัวล่อเพื่อปกป้องมิตรภาพด้วยชีวิต แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนแผน เพราะคิดว่าหางหนอน หรือปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะถ้ามองจากคนทั้งกลุ่มตัวกวน หางหนอนน่าจะโดนเพ่งเล็งจากโวลเดอมอร์น้อยที่สุด เขาให้เจมส์และลิลี่เปลี่ยนตัวในนาทีสุดท้าย และนั่นทำให้เขารู้สึกผิดไปตลอดกาล การยอมติดคุกอัซคาบันเป็นการจ่ายชีวิตชดใช้ให้กับการเลือกไว้ใจที่ผิดพลาดและทำให้เพื่อนของเขาต้องตาย ซิเรียสลงโทษตัวเองด้วยวิธีนั้น

ขณะที่หางหนอนเลือกทำตรงกันข้ามกับเท้าปุย ความกลัวผลักดันเขาไปอยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดในมิตรภาพความเป็นเพื่อน หางหนอนเลือกความปลอดภัยของตัวเองเหนือมิตรภาพ เขาทรยศและหักหลังเจมส์ หลบหนีและโยนบาปให้ซิเรียสรับผิดแทนถึงสิบสองปี

เจ.เค.โรว์ลิ่ง ไม่ได้สร้างหางหนอนขึ้นมาจากความเลวโดยกำเนิด หางหนอนเป็นคนตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม น่าสนใจน้อยที่สุดในกลุ่ม ต้องการการยอมรับจากเพื่อนมากที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อนตัวกวน แต่หมายรวมถึงเพื่อนในฮอกวอตส์ด้วย เขาเป็นชายที่อ่อนแอและตื่นกลัว

เมื่อความกลัวมาเคาะถึงหน้าประตู ซิเรียสเลือกเผชิญหน้าและปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยด้วยชีวิตของเขา แต่หางหนอนเลือกหลบหนีและทรยศ เขาไม่ได้กลับไปหาจอมมารด้วยความจงรักภักดี แต่เพราะต้องการความปลอดภัยที่อันตรายให้ตัวเอง ต้องการได้รับการอภัยบาปจากจอมมาร ในขณะที่แฮร์รี่ต้องเติบโตขึ้นมาโดยขาดพ่อแม่คอยเลี้ยงดู และถูกส่งไปอยู่ในครอบครัวที่ไม่ต้อนรับเขามากที่สุด”

เซเวอรัส สเนป และเนวิลล์ ลองบอตทอม: บาดแผลทางใจวัยเด็ก ที่ไม่ใช่ข้ออ้างให้ทำร้ายคนอื่น

เซเวอรัส สเนป เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน มีพ่อมักเกิ้ลชอบใช้ความรุนแรงกับแม่และลูก แทนที่จะหลุดพ้นจากความรุนแรงหลังเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์ เขากลับถูกรังแกซ้ำ ๆ จากแก๊งตัวกวน บาดแผลทางใจเหล่านี้กลับชักนำให้สเนปเลือก “ส่งต่อความเจ็บปวด” ไปสู่คนอื่น แทนที่จะยุติมัน

สเนปเลือกเข้าร่วมกับผู้เสพความตาย เขาเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเอง แม้เพื่อนสลิธีรินของเขาจะกลายเป็นผู้เสพความตายหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคนในสลิธีรินที่กลายไปเป็นผู้เสพความตาย สเนปเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเอง

สเนปเลือกส่งต่อความรุนแรงไปกับการใช้อำนาจหน้าที่การเป็นครูทำร้ายและเล่นงานนักเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ตัวเองก็เคยเป็นเหยื่อของการถูกรังแกมาก่อน

จุดเปลี่ยนสำคัญเดียวของสเนปในเรื่องนี้คือ “การเลือก” หันหลังให้จอมมารและขอความช่วยเหลือจากดัมเบิลดอร์ ทันทีที่รู้ว่าลิลี่ เอฟเวนส์ที่เขารักตกเป็นเป้าหมายของโวลเดอมอร์ “การเลือก” ที่เปลี่ยนชะตากรรมและชีวิตของเขาไปตลอดกาล แต่เลือกช้าเกินกว่าจะรักษาชีวิตของลิลี่ที่รักเอาไว้ได้ บทเรียนของการเลือกที่ผิด บทเรียนของการไว้ใจจอมมาร บทเรียนที่ทำให้ลิลี่ต้องเสียชีวิต

“ปมวัยเด็กของสเนป ไม่ใช่เหตุผลอันชอบธรรมที่อนุญาตให้เขาทำร้ายคนอื่นได้” เนวิลล์ที่ถูกกลั่นแกล้งตลอดหลายปีไม่ได้เลือกเส้นทางแบบเดียวกัน เขาเลือกตัดวงจรความเจ็บปวดนั้น และก้าวต่อไปในชีวิตจริง

เนวิลล์คือตัวแทนของบาดแผลจากสงคราม ตัวแทนของคนที่ต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียและทุกข์ทรมาน พ่อแม่ของเนวิลล์ถูกเบลลาทริกซ์และผู้เสพความตายทำร้ายอย่างหนักระหว่างยุคเรืองอำนาจของโวลเดอมอร์ ทั้งคู่บาดเจ็บทั้งกายและใจอย่างสาหัส หนักจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเนวิลล์คือใคร เขาเติบโตมากับการเลี้ยงดูให้เขาต้องเข้มแข็ง ต้องเก่งเหมือนพ่อแม่ ห้ามอ่อนแอ เนวิลล์เติบโตมากับการ “ไม่เก่งพอ” “ไม่ดีพอ” เขาเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งที่ฮอกวอตส์อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะจากศาสตราจารย์สเนปและมัลฟอย บาดแผลของนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกทำร้ายทางความรู้สึก ผลกระทบทางใจที่ไม่มีวันลบให้จางหายไปได้ง่าย ๆ

ท่ามกลางบาดแผลที่เนวิลล์เผชิญ เขาไม่ได้เลือกความแค้นหรือความรุนแรง เขาเติบโตขึ้นมาเป็นตัวเองอย่างดี กลายมาเป็นคนที่เข้มแข็งและกล้าหาญ กล้าหาญมากพอที่จะหยิบดาบของกริฟฟินดอร์ออกมาจากหมวกคัดสรร (ไม่ใช่ทุกคนในบ้านกริฟฟินดอร์จะทำได้) จากคนที่อ่อนแอ กลายมาเป็นนักเรียนที่ยืนหยัดท้าทายโวลเดอมอร์ซึ่งหน้าอย่างกล้าหาญ เขา “เลือกเปลี่ยน” ความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดันให้เขากล้าหาญขึ้น เติบโตขึ้น แม้ว่าเขาจะ “ไม่มีวันได้ชีวิตครอบครัวปกติกลับคืนมา” ความสูญเสียที่ไม่อาจเยียวยาให้เป็นปกติได้จริง

เดรโก มัลฟอย และเรกูลัส แบล็ก: ความหวังของครอบครัว และการเลือกหันหลังให้จอมมาร

เดรโกเติบโตมาในตระกูลใหญ่ ที่ต้องแบกรับอุดมการณ์เลือดบริสุทธิ์ของครอบครัว ถูกผลักดันให้ต้องเป็นผู้เสพความตายทั้งที่ไม่ยินยอม เพียงเพื่อจะได้ชดใช้ความผิดต่อสิ่งที่ลูเซียส มัลฟอย พ่อของเขาทำไว้กับโวลเดอมอร์ ไม่เพียงเข้าเป็นผู้เสพความตาย แต่เดรโกยังถูกมอบหมายภารกิจให้สังหารอัลบัส ดัมเบิลดอร์ด้วย การถูกกดดันให้ก้าวข้ามเส้นของคนปกติไปสู่ฆาตกรสังหารคน เป็นภาระหนักอึ้งของเดรโกในเล่ม 6 โชคดีที่เดรโกไม่ต้องลงมือทำสิ่งนั้น เขาเลือกที่จะไม่ลงมือตามคำยั่วยุ และฟังเสียงหัวใจของตนเองที่จะไม่ลงมือทำสิ่งชั่วร้ายนั้น และหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจาก “การเลือก” ของเขาเอง การเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเอง เดินไปในเส้นทางที่อยากเดิน การแต่งงานและมีลูกชายเป็นของตนเอง ทำให้เขาส่งต่อทางเลือกใหม่ให้กับลูกชาย ไม่ให้เติบโตซ้ำรอยชีวิตที่บอบช้ำของเขา

ความทุกข์ยากของเดรโกยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโวลเดอมอร์ เพราะเมื่อคนเป็นแม่ต้องเห็นว่าลูกได้รับความทุกข์ทรมานขนาดไหนต่อสิ่งที่ครอบครัวได้เลือกให้ และพาลูกของตนเองมาถึงจุดที่เสี่ยงชีวิตขนาดนี้ได้อย่างไร นาร์ซิสซา มัลฟอย ก็พร้อมหันหลังให้โวลเดอมอร์ทันที

เช่นเดียวกับ เรกูลัส แบล็ก น้องชายของซิเรียส แบล็ก ที่เติบโตมาในครรลองของตระกูลแบล็กอย่างยอดเยี่ยม การได้รับใช้จอมมารเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรติสำหรับตระกูล แต่เมื่อเรกูลัสได้เห็นความโฉดชั่วของจอมมาร เห็นสิ่งที่เขาทำกับครีเชอร์ เขาก็ “เลือกหันหลัง” ตั้งใจที่จะทำลายแผนการของโวลเดอมอร์ หวังให้ใครสักคนมาโค่นล้มจอมมารให้ได้ในสักวัน เขายอมตายอย่างโดดเดี่ยวในถ้ำเก็บฮอร์ครักซ์ของจอมมาร เพื่อช่วยชีวิตของครีเชอร์ เอลฟ์ประจำบ้านผู้ภักดีให้รอดชีวิตกลับออกไป

โดโลเรส อัมบริดจ์: อำนาจในการ “เลือก” ที่จะทำร้ายผู้อื่น

ตัวแทนของรัฐที่ เจ.เค.โรว์ลิ่งใส่เข้ามาอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะกับวิถีทางในการใช้อำนาจอันชอบด้วยกฎหมายของอัมบริดจ์มาสนองต่อ “การเลือก” ในสิ่งที่เขา “เลือกจะเชื่อ” และไม่มีบาดแผลทางใจมารองรับการกระทำที่ผิดกฎหมายของเธอเลย

ในคราบของข้าราชการ ตัวแทนจากรัฐที่สุภาพ แต่งตัวและวางท่าทีอย่างเหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน การกระทำและการใช้ความรุนแรงของเธอทั้งต่อนักเรียนและเพื่อนร่วมงาน ไม่ได้เกิดขึ้นจากปมปัญหาในชีวิต แต่เกิดจากการบ่มเพาะนิสัยและความชอบนี้ขึ้นมาด้วยตัวของเธอเอง เธอคือตัวอย่างของการเลือกด้วยตัวเองที่ชัดเจนมากตัวละครหนึ่ง

เธอใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในการทรมานผู้อยู่ใต้อำนาจและเยาวชนอย่างชอบธรรมและเป็นระบบได้อย่างเลือดเย็น การลงโทษแฮร์รี่ด้วยปากกาขนนกที่ใช้เลือกของคนเขียนมาเป็นหมึก การออกกฏหมายควบคุมพวกครึ่งพันธุ์ทั้งมนุษย์หมาป่า ลูกครึ่งยักษ์ การตั้งคณะกรรมาธิการลงทะเบียนผู้ที่เกิดจากมักเกิ้ล การให้ความร่วมมือในการยึดอำนาจการปกครองของกระทรวง การจำคุกและทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตด้วยการสร้างหลักฐานปลอม เหล่านี้ล้วนเป็นการ “เลือก” ใช้อำนาจในทางมิชอบ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เคยผ่านการตรึกตรองของตัวอัมบริดจ์เลยว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันผิด

อัมบริดจ์คือเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การเลือกทำร้ายผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอันน่าสงสารรองรับเสมอไป บางครั้งมันมาจากคนที่มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว แต่เลือกใช้สิ่งที่มีไปกดคนอื่นให้เล็กลงเพื่อความรู้สึกว่าตัวเองถูกต้อง ความรุนแรงรูปแบบนี้อันตรายไม่แพ้กัน เพราะซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มแสนสุภาพและตำแหน่งทางสังคมที่มีเกียรติและน่านับถือ

เซดริก ดิกกอรี่: ความตายที่ปราศจากทางเลือกและเสียงที่ไม่ควรถูกลบหาย

เซดริกเป็นตัวแทนของผู้บริสุทธิ์ในสถานการณ์เลวร้าย เป็นเพียงคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนทุกวัน แต่เพียงเพราะเขา “อยู่ผิดที่ผิดเวลา” เพียงเพราะเขาอยู่ในพื้นที่ที่ควรปลอดภัย แต่ภัยร้ายมาเคาะอยู่ตรงหน้า ไม่มีแม้แต่โอกาสให้ “เลือก”

ความตายของเขากลายเป็นบาดแผลยิ่งใหญ่ในหัวใจของคนเป็นพ่อ พ่อที่ต้องสูญเสียลูกไปอย่างไม่มีเหตุมีผล ไม่รู้จะเอาความโกรธที่หนักอึ้งนี้ไปไว้ตรงไหน และต้องรับมือกับความจริงนี้ยังไง ในวันที่หัวใจแตกสลาย..

“จงระลึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่มที่เป็นคนดี ใจกว้าง และกล้าหาญผู้นี้ เมื่อเขาหลงไปพบเข้ากับลอร์ดโวลเดอมอร์ จงจำเซดริก ดิกกอรี่ไว้”

– อัลบัส ดัมเบิลดอร์ (แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี บ.37)

มีคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกมากมายในชีวิตจริง ที่ต้องรับผลกระทบจากการเลือกของผู้กระทำผิด


ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เราเห็นชัดเจนว่า พื้นเพ ปูมหลัง ปมวัยเด็ก หรือสิ่งแวดล้อมที่โหดร้าย ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าคนคนนั้นต้องเติบโตมาเป็นอะไร สิ่งที่กำหนดเส้นทางของเราคือ “การเลือก” ของเราเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของ “การเลือก” ก็คือ คนรอบข้างที่พร้อมช่วยเหลือ ความโชคดีอย่างมากของแฮร์รี่ ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาเพื่อเป็นฮีโร่ แต่เพราะเขามีเพื่อนที่ดี มีคนให้แบ่งทุกข์แบ่งสุข มีคนคอยดึงสติ และแฮร์รี่เองก็เปิดใจรับฟังคนอื่น ขณะที่โวลเดอมอร์เติบโตมาแทบไม่มีใครเคียงข้างเลย การเติบโตมาในสถานรับเลี้ยงโดยลำพัง ทำให้เขาคิดว่าต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ความปลอดภัยของเขามาจากการทำให้คนอื่นหวาดกลัวและไม่อยากยุ่งกับเขา ในวันที่ดัมเบิลดอร์พยายามยื่นมือเข้าไปช่วย เขาปัดมันทิ้งและมองสิ่งที่ดัมเบิลดอร์ทำเป็นสิ่งรบกวนจิตใจและทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยจากการถูกจับจ้องตลอดเวลา

ความโดดเดี่ยวของโวลเดอมอร์ บอกให้เรา “อย่าเพิกเฉย อย่ารอให้สายเกินไปที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย” ทุกคนต่างต้องการเพื่อน ต้องการคนเคียงข้าง มนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์สังคม

คงจะดีไม่น้อยถ้าแม่ของสเนปเลือกใช้เวทมนตร์เพื่อปกป้องลูกชายของเขา พาเขาและตัวเองออกมาจากผู้ชายที่โหดร้าย คงจะดีไม่น้อยถ้าเขาเลือกดัมเบิลดอร์เป็นความไว้ใจแรกไม่ใช่จอมมาร หากวันนั้นคนที่หยิบยื่นชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องลิลี่คือสเนป ครอบครัวพอตเตอร์อาจยังปลอดภัยและอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ และจะดีไม่น้อยถ้าดัมเบิลดอร์ไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณรุนแรงที่สเนปทำต่อนักเรียน ไม่ปล่อยให้สเนปส่งต่อความรุนแรงไปยังเด็ก ๆ และคงจะดีไม่น้อยหากทุกคนมองคนเท่ากัน ให้เกียรติกัน ไม่กลั่นแกล้ง หรือใช้ความรุนแรงใส่กัน

ทุกจุดเหล่านี้คือช่วงเวลาที่คนรอบข้างสามารถเปลี่ยนเส้นทางของใครสักคนได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


เมื่อบ้านไม่ใช่เซฟโซน บางครั้งที่พึ่งอย่างคนแปลกหน้าก็มีความหมาย

แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้รับความช่วยเหลือจากคนนอก เพราะคนรอบตัวเขาไม่มีใครสนใจเขาเลย จนกระทั่งวันที่จดหมายจากฮอกวอตส์มาส่ง มันเหมือนเป็น “ความช่วยเหลือจากรัฐ/สถาบัน” ที่เปลี่ยนชีวิตของแฮร์รี่ การที่แฮกริดมาหาถึงที่บ้านและพาเขาก้าวออกจากครอบครัวที่โหดร้าย ชายแปลกหน้าที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าตัวเองมีค่า

แม้แต่สมาชิกในกองทัพดัมเบิลดอร์ ที่เชื้อเชิญนักเรียนต่างบ้านให้มารวมกัน ด้วยเป้าหมายร่วมกันที่จะเรียนรู้การป้องกันตัวเองจากศาสตร์มืด อยากรู้สึกปลอดภัย และมีคนที่รู้สึกเหมือนกัน

อีกคนที่ขาดไม่ได้ในเรื่องนี้คือ มอลลี่ วีสลีย์ คุณแม่ของลูก ๆ 7 คน ที่พร้อมอ้าแขนรับแฮร์รี่เข้าไปในอ้อมกอดอีกคน การรับรู้ถึงความห่วงใยเล็ก ๆ นี้ มีคุณค่าและพลังที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง

ที่พึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนใกล้ตัวเสมอไป แม้แต่คนในสังคมออนไลน์ที่พร้อมรับฟังและซัพพอร์ตกัน หรือนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เป็นสิ่งที่ช่วยสังคมได้อย่างดี การเจอคนแบบแฮกริดเป็นอะไรที่มีความหมายมาก ๆ


หากกำลังอ่านบทความนี้และรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ไร้หนทาง: โทรสายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 1323 (ฟรี ตลอด 24 ชม.) หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Ooca (อยากแนะนำจากประสบการณ์ ไม่มีการสปอนเซอร์ หรือโฆษณา) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ไม่มีอะไรที่หนักเกินกว่าจะพูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน โดยเฉพาะการพูดคุยกับคนที่พร้อมรับฟังคุณอย่างผู้เชี่ยวชาญ